
เงื่อนไขการตัดสิน
โดย เอกพิทยา เอี่ยมคงเอก กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ที่ปรึกษาการลงทุน เอกการลงทุน
โดย เอกพิทยา เอี่ยมคงเอก กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ที่ปรึกษาการลงทุน เอกการลงทุน
อันที่จริง คืนก่อนผมพยายามที่จะติดตามข่าวเกี่ยวกับการตัดสินใจของธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED) ในประเด็นเรื่องของการใช้นโยบายทางการเงิน นั้น ก็คือ การที่ดอกเบี้ยจะขึ้นหรือไม่? หรือ ขึ้นเมื่อไร?
เหตุผลที่สำคัญเนื่องจากผมเชื่อว่า ภาพตลาดหุ้นไทย ที่แกว่งตัวในช่วงแคบมาพักใหญ่ต้องการปัจจัยในการชี้นำ โดยเฉพาะปัจจัยที่มีผลต่อการไหลของเงินที่เราเรียกว่า FUND FLOW ของนักลงทุนต่างประเทศ แน่นอนว่า เราอาจจะเห็นการลดบทบาทลงไปของนักลงทุนประเทศ แต่ต้องยอมรับว่า นักลงทุนในประเทศเองเล่นสั้นมากขึ้น นักลงทุนรายบุคคลคงไม่ต้องกล่าวถึง เพราะส่วนใหญ่เป็นการเก็งกำไรระยะสั้นอยู่แล้ว,ส่วนพอร์ตโบรกเกอร์ก็เช่นกัน เนื่องจากค่าคอมฯ ที่ต่ำกว่า บุคคลทั่วไป แม้จะมีการจัดระบบให้มีต้นทุนค่าคอมฯ แต่ก็ต้องยอมรับว่า กระเป๋าซ้ายกระเป๋าขวา
สิ่งที่เกิดขึ้นในช่วงเวลานี้ ก็คือ พอร์ตของนักลงทุนสถาบันซึ่งเดิมลงทุนระยะกลาง – ยาว ล่าสุด เทคนิคการทำการตลาดที่ดีที่สุดก็คือ การเปิดกองทุนที่เราเรียกกันว่า ทาร์เกตฟัน ซึ่งกรณีผลตอบแทนในการปิดกองคือ 8% การที่จะทำให้ฮิตทาร์เกตไม่ใช้เรื่องยาก เพราะเราสามารถประเมินได้ว่า กรณี SET INDEX ปรับตัวขึ้นเพียง 20-30 จุด การที่จะทำให้ หุ้นขึ้นสัก 4% มีความเป็นไปได้
และท่านนักลงทุนก็คงทราบว่า กรณีเล่นรอบสัก 2 รอบ ก็มีโอกาสที่กองทุนจะถึงเป้าหมายที่ 8% โดยเฉพาะกรณีภาพตลาดรวมมีการแกว่งตัว ซึ่งก็หมายถึงนักลงทุนสถาบัน ต้องหันกลับมาเล่นสั้นมากขึ้น เพราะการปิดกองทุนได้เร็วนั้นก็คือ การโชว์ฝีมือของผู้จัดการกองทุน และก็หมายถึงการธรรมเนียมในการออกกองทุนที่เพิ่มมากขึ้น เหตุลดังกล่าว น้ำหนักของนักลงทุนต่างประเทศ และความมั่นใจของนักลงทุนรายบุคคลยังเป็นสิ่งที่จำเป็นแม้การพิจารณาการซื้อแยกประเภทยอดของนักลงทุนสถาบันและพอร์ตโบรกเกอร์ในปัจจบันยังสูงกว่าอดีตมากก็ตาม
แตอย่างไรก็ตามปรากฎว่า การตัดสินใจของ FED ไม่ได้มีอะไรที่ชัดเจนมากขึ้น กล่าวคือ ยังไม่สามารถฟันธงได้ว่า ดอกเบี้ยจะขึ้นเท่าไร ? หรือ ขึ้นเมื่อไร ? มีแต่ความคิดเห็นของผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องว่า มีการขึ้นแน่ ๆ เพราะฉะนั้น ปัจจัยเรื่องดอกเบี้ยในการชี้นำ ระยะสั้น จึงยังไม่มีความชัดเจน ปัญหาก็คือ แล้วปัจจัยอะไรต้องติดตาม ประเด็นของกรีซโดยส่วนตัวแล้วให้น้ำหนักน้อยเพราะปัญหาที่ใหญ่ในลักษณะเดียวกัน อย่างเช่น ซับไพร์ม ยังผ่านมาได้ และผลกระทบของกรีซ ไม่ว่า จะเกิดอะไรขึ้นยังมีกรอบที่จำกัด
ส่วนปัจจัยในประเทศ ยังไม่มีประเด็นใหม่ แม้หน่วยงานของรัฐฯ หลายหน่อยงานได้มีการปรับลดตัวเลขการส่งออกลง พร้อมๆ กับการปรับลดตัวเลข GDP แต่ก็ต้องเรียนว่า ก่อนหน้านี้ สำนักวิจัยต่างๆ ได้มีการปรับลดไปแล้ว มุมมองจึงไม่มีอะไรใหม่ และไม่น่าจะส่งผล สิ่งที่น่าจับตา กลายเป็นหนี้ภาคครัวเรือน ที่ธนาคารแห่งประเทศไทย ออกมาประกาศตัวเลขในไตรมาส 4 ปีที่ผ่านมา ซึ่งสูงขึ้นมาก และต้องเรียนว่า ตราบใดที่เศรษฐกิจไม่ฟื้นตัว หนี้ภาคครัวเรือนจะเพิ่มมากขึ้น การจะให้ตัวเลขดังกล่าว ลดลงก็คือ การที่เศรษฐกิจต้องมีการฟื้นตัว และนี้ก็คือ ระเบิดเวลาที่รออยู่กรณีเศรษฐกิจไม่มีการฟื้นตัว
เพราะฉะนั้น โดยสรุป เราจะพบว่า แม้สัปดาห์นี้ เป็นสัปดาห์ที่เรารอคอย ก็คือ คาดว่า SET INDEX จะมีการ break out แต่ปรากฎว่า ยังไม่มีปัจจัยที่มากพอในการทำให้ SET INDEX มีการ break out ได้ สิ่งที่ทำได้ ก็คือ การประเมินในเชิงการวิเคราะห์ทางเทคนิค โดยการ ต่ำกว่า 1500 ลง(ยืนยันโดยการต่ำกว่า 1476-1480) สูงกว่า 1520 ขึ้น(ยืนยันด้วยการผ่าน 1536) เมื่อปัจจัยชี้นำไม่ชัดเจน ก็จำเป็นต้องตั้งเงื่อนไขด้วยการใช้การิวเคราะห์ทางเทคนิค ?







