ก.ล.ต.ชี้คนไทยซื้อกองทุนแพง
ก.ล.ต.พบนักลงทุนแห่ซื้อกองทุนหุ้นค่าธรรมเนียมแพง แต่ได้ผลตอบแทนต่ำ
ก.ล.ต.พบนักลงทุนแห่ซื้อกองทุนหุ้นค่าธรรมเนียมแพง แต่ได้ผลตอบแทนต่ำ
นายชาญชัย เมธีพิทักษ์ธรรม เจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายวิจัย สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์ และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เปิดเผยในการนำเสนอผลงานวิจัยเรื่อง Mutual Fund Fee & Performance ว่า กองทุนหุ้นขนาดใหญ่ที่มีค่าธรรมเนียมสูงสุด 20% แรกของกองทุนหุ้นทั้งหมด มีผลตอบแทนต่ำกว่ากองทุนที่มีค่าธรรมเนียมต่ำ
ทั้งนี้ กองทุนหุ้นที่มีค่าธรรมเนียมสูงจะได้รับการจัดอันดับอยู่ระหว่าง 2-3 ดาว จาก บริษัท มอร์นิ่งสตาร์ รีเสิร์ช (ประเทศไทย) ขณะที่กองทุนหุ้นที่มีค่าธรรมเนียมต่ำที่สุด 20% แรกของกองทุนหุ้นทั้งหมดจะอยู่ระหว่าง 3-4 ดาว
นอกจากนี้ กองทุนหุ้นขนาดใหญ่ที่มีค่าธรรมเนียมสูงเหล่านี้ยังมีมูลค่าสินทรัพย์สุทธิรวมกันมากกว่ากองทุนที่มีค่าธรรมเนียมต่ำ
ในขณะที่กองทุนหุ้นขนาดกลางและเล็ก ทั้งกลุ่มที่มีค่าธรรมเนียมสูงสุดและต่ำสุด จะได้รับการจัดอันดับประมาณ 3 ดาว โดยกองทุนที่มีค่าธรรมเนียมสูงจะมีมูลค่าสินทรัพย์สุทธิมากกว่ากองทุนที่มีค่าธรรมเนียมต่ำ
"ผลการวิจัยอาจจะพอบอกได้ว่า คนไทยชอบซื้อกองทุนที่มี ค่าธรรมเนียมแพง เพราะกองทุนกลุ่มนี้มีสินทรัพย์สุทธิรวมมากกว่า แต่ไม่ได้หมายความว่า กองทุนที่มีค่าธรรมเนียมแพงจะไม่ดี แต่อยากให้มองว่ายังมีกองทุนที่มีค่าธรรมเนียมต่ำกว่าและให้ผลตอบแทนที่ดีกว่าอยู่ แต่กองทุนเหล่านี้มักจะเป็น กองทุนขนาดเล็กที่นักลงทุนยังเข้าไม่ถึง" นายชาญชัย กล่าว
อย่างไรก็ตาม นายชาญชัย กล่าวว่า ในปี 2557 พบว่ามีเงินลงทุนไหลเข้าไปลงทุนในกองทุนขนาดเล็กที่มีค่าธรรมเนียมต่ำแต่ให้ผลตอบแทนดี มากกว่ากองทุนขนาดใหญ่ที่มีค่าธรรมเนียมสูงแต่ผลตอบแทนไม่ดี
"ค่าธรรมเนียมกองทุนหุ้น ของไทยโดยเฉลี่ยอยู่ที่ 1.7% ต่อปี ซึ่งหากเป็นการลงทุนระยะยาว ค่าธรรมเนียมอาจจะสูงถึง 1 ใน 3 ของผลตอบแทนที่ได้จากการลงทุน" นายชาญชัย กล่าว
ทั้งนี้ จากกรณีศึกษาที่กำหนดให้ลงทุนด้วยเงินทุนเริ่มต้น 1 แสนบาท ได้ผลตอบแทนเฉลี่ยปีละ 7% นาน 20 ปี เงินจะเพิ่มเป็น 3.86 แสนบาท และหากค่า ธรรมเนียมกองทุนอยู่ที่ 1.5% จะเสียค่าธรรมเนียม 9.8 หมื่นบาท หรือประมาณ 34% ของกำไรที่ได้







