
The War Room ตอน ส่องกล้องมองตลาดโลก
โดย...เจษฎา สุขทิศ & ชยนนท์ รักกาญจนันท์ INFINITI Global Investors, The Ultimate Investment Solution
โดย...เจษฎา สุขทิศ & ชยนนท์ รักกาญจนันท์ INFINITI Global Investors, The Ultimate Investment Solution
สวัสดีครับ พบกับบทความด้านการลงทุนรูปแบบใหม่ โดยคุณชยนนท์ รักกาญจนันท์ หรือที่หลายท่านรู้จักกันในนาม Mr.Messenger ผู้คร่ำหวอดในวงการที่ปรึกษาการลงทุน และ คุณเจษฎา สุขทิศ, CFA เจ้าของนามปากกา FundTalk อดีตผู้จัดการกองทุน และประธานเจ้าหน้าที่การลงทุน จะมาแลกเปลี่ยนมุมมอง ถกกันในเรื่องของการลงทุนอย่างถึงพริกถึงขิง โดยเนื้อหาจะมีทั้งแนวทางในการจัดพอร์ตการลงทุน การทำ Asset Allocation มุมมองต่อภาวะตลาดว่าตลาดหุ้นประเทศไหนน่าสนใจหรือควรหลีกเลี่ยง รวมไปถึงการลงทุนในสินทรัพย์ทางเลือกชนิดต่าง ๆ ที่มีให้เลือกมากมายในปัจจุบัน ในฉบับแรกนี้ขอประเดิมด้วยมุมมองการลงทุนทั่วโลกของทั้งสองคน ว่า ณ เวลานี้ตลาดไหนที่น่าสนใจมากที่สุด และน้อยที่สุด
สินทรัพย์หรือตลาดหุ้นใดที่น่าสนใจที่สุดในครึ่งปีหลัง 2558
เจษฎา สำหรับผม ยังมองว่าตลาดหุ้นโลกยังมีความน่าสนใจ แต่ปัจจัยที่จะคอยรบกวนตลาดเป็นเรื่องของการขึ้นดอกเบี้ยของอเมริกาซึ่งมีแนวโน้มจะทำให้ค่าเงินดอลลาร์แข็งค่าอย่างต่อเนื่องในระยะกลาง การแข็งค่าของเงินดอลลาร์ย่อมทำให้ค่าเงินของประเทศอื่น ๆ ในโลกมีแนวโน้มอ่อนค่า ซึ่งบางครั้งเม็ดเงินลงทุนต่างชาติก็จะมีหวั่น ๆ บ้างเหมือนกันว่าถ้าไปลงทุนหุ้นแต่ขาดทุนค่าเงินแล้วผลตอบแทนจะยังดีอยู่หรือไม่ แต่มีอยู่ 2 ตลาดที่ ณ เวลานี้ได้รับอานิสงส์จากการอ่อนค่าของเงินตัวเองเต็ม ๆ และยิ่งค่าเงินอ่อนเท่าไรก็ยิ่งดูเหมือนนักลงทุนทั่วโลกจะสนใจเข้าไปลงทุนมากขึ้นเรื่อย ๆ
ชยนนท์ ให้ผมเดาใจคุณเจ็ต หนึ่งในนั้นก็คือ ตลาดหุ้นญี่ปุ่นแน่นอนเลย
เจษฎา ถูกต้อง ทำไมเดาถูก??
ชยนนท์ เศรษฐกิจหลังการเข้ามาของนายกคนใหม่ ชินโซะ อาเบะ แดสงให้เห็นถึงความตั้งใจในการปฎิรูปเศรษฐกิจในวิถีทางที่เปลี่ยนไปจากเดิมค่อนข้างมาก แถมนายกท่านนี้ ได้ฐานเสียงจากประชาชนค่อนข้างสูง ถือว่าน่าจะเป็นรัฐบาลที่มีเสถียรภาพมากที่สุดในรอบหลาย 10 ปีของญี่ปุ่น บวกกับนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจเชิงรุกที่เรียกว่า ‘Abenomics’ ผมเลยมองเหมือนกับนักวิเคราะห์หลายๆคนว่า นี่เป็นโอกาสที่ดีสำหรับการใส่เงินลงไปในตลาดหุ้นญี่ปุ่นนะ
เจษฎา คุณอธิบาย 1 ในตลาดที่ผมมองแล้ว งั้นผมเล่าอีกที่หนึ่งแล้วกัน ผมขอเลือก Top pick เป็นตลาดยุโรปครับ ส่วนหนึ่งเพราะชอบของถูก ถ้าดูระยะสั้นๆนี้ ตลาดยุโรปปรับลงจาก peak แล้วประมาณ 10% ทำให้ระดับ P/E ไหลลงมาที่ประมาณ 14-15 เท่า และอัตราเงินปันผลเพิ่มขึ้นมาเป็น 3.3% สิ่งที่ผมเริ่มสังเกตเห็นคือแนวโน้มกำไรบริษัทจดทะเบียนในยุโรปเรื่องดีขึ้นเรื่อยๆ รับอานิสงส์ค่าเงินยูโรที่อ่อนตัว รวมไปถึงการใช้นโยบาย QE ซึ่งเพิ่งเริ่มไปได้ไม่กี่เดือนและจะยังมีการกระตุ้นจากธนาคารกลางอีกมาก ในระยะสั้น ราคาหุ้นที่ปรับลงมาจากความกังวลเรื่องปัญหาในกรีซ และราคาพันธบัตรที่ปรับตัวลงแรงนับเป็นจังหวะที่ดีในการเข้าลงทุน อย่างไรก็ตาม อย่าลืมเลือกกองทุนหุ้นยุโรปที่ปิดความเสี่ยงเรื่องค่าเงินไว้ด้วยนะครับ
ชยนนท์ มันเข้าทำนอง ที่ใดมี QE ที่นั้นมี Upside ในตลาดหุ้นนะ ข้อควรระวังก็คือ ทั้งสองตลาดนั้น ความตั้งใจของการทำ QE ส่วนหนึ่งก็เพื่อให้ค่าเงินของประเทศตัวเองอ่อนค่า สินค้าและบริการในประเทศเขาจะได้ออกมาสู้ในตลาดโลกได้มากขึ้น เป็นการกระตุ้นการส่งออกทางหนึ่ง ดังนั้น ถ้าจะไปลงทุนสองประเทศนี้ ผมคิดว่า ควรป้องกันความเสี่ยงด้านค่าเงิน (FX Risk) ผมหมายถึง ถ้าไปลงทุนผ่านกองทุนรวม ก็ควรเลือกกองทุนรวมที่มีการป้องกันความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนไป ยังไงๆในระยะยาว ค่าเงินของทั้งยุโรป และญี่ปุ่น น่าจะยังเป็นแนวโน้มอ่อนค่าในระยะ 6-12 เดือนข้างหน้า จะได้ผลตอบแทนจากดัชนีอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย
สินทรัพย์หรือตลาดหุ้นที่น่าสนใจน้อยที่สุดในครึ่งปีหลัง 2558
ชยนนท์ ผมคิดว่าเป็นกลุ่ม TIP (Thailand, Indonesia, Philippines) ด้วย 2 ประเด็นครับ ตลาดหุ้นฝั่งนี้ เป็นตลาดหุ้นที่วิ่งมาค่อนข้างแรงที่สุดในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ทั้งๆที่การพัฒนาในเชิงเศรษฐกิจจริงๆนั้นยังถือว่าไกลจากที่นักลงทุนเคยหวังไว้ค่อนข้างมาก อย่างที่สองคือ เราเริ่มเห็นการลงทุนในภูมิภาคอื่นที่ดูมีอนาคตสดใส ในแง่ของการเติบโต และมูลค่าที่น่าสนใจ ทำให้น่าจะทำให้สายตาของนักลงทุนต่างชาติหันไปมองการลงทุนที่อื่น เช่น หุ้นจีนที่จดทะเบียนในฮ่องกง (Hang Seng China Enterprise) ถึงแม้วิ่งมาได้ไกลในช่วงครึ่งปีแรก แต่ตอนนี้ มี Dividend Yield 3.1% ใกล้เคียง SET Index ระดับ Forward P/E 2015 ยังต่ำกว่า 10 เท่า ถูกกว่าหุ้นไทย และถูกสุดในภูมิภาค
ประเด็นนี้ ไม่ใช่ว่า ผมคิดว่าหุ้นไทย หรือใน TIP ไปต่อไม่ได้ หรือมองว่า เศรษฐกิจแย่มากๆนะครับ เพียงแต่ในเชิงเปรียบเทียบแล้ว มันมีที่ที่น่าสนใจกว่า ก็เท่านั้นเอง
เจษฎา สำหรับผม ผมมองเศรษฐกิจไทย อาจจะแย่กว่าที่คุณแบงค์คิดนะ ตั้งแต่ภาคการบริโภคที่ยังไม่ค่อยฟื้น หนี้ครัวเรือนในระดับสูง หนี้เสียก็เริ่มมากขึ้น การส่งออกยังติดลบ พิษของค่าแรงแพงก็เริ่มส่งผลกระทบให้การย้ายฐานการผลิตไปประเทศเพื่อนบ้านอื่น ๆ เริ่มมีมาให้เห็นเรื่อย ๆ ต้องฝากความหวังไว้กับการท่องเที่ยวที่ยังเติบโตได้ดี กับการลงทุนภาครัฐซึ่งดูจะดีเลย์ไปพอสมควรแต่ก็น่าจะช่วยได้ในระดับหนึ่ง เมื่อเศรษฐกิจชะลอก็ย่อมมีความเป็นไปได้ที่จะมีการปรับลดประมาณการกำไรของบริษัทจดทะเบียนโดยนักวิเคราะห์ลงไปอีก ลองคิดแค่ระดับ EPS ของ SET ปีนี้ในปัจจุบันซึ่งนักวิเคราะห์มองไว้ที่ประมาณ 97 สมมติว่าตลาดให้ค่า P/E สูง ๆ เลยซัก 15 เท่าคิดเป็นเป้าหมาย SET ได้ 1,455 จุด แต่ถ้ากรณีที่ตลาดหุ้น Emerging Market มี Sentiment ไม่ดีขึ้นมากสมมติให้ระดับ P/E ที่ 13 เท่าก็คิดเป็นเป้าดัชนีเหลือ 1,260 จุดเท่านั้น เมื่อพื้นฐานก็ยังไม่สดใส บวกกับราคาก็ไม่ถูกจึงแนะนำให้มีสัดส่วนการลงทุนในตลาดหุ้นบ้านเราในระดับ underweight ช่วงนี้ไปนอกน่าจะดีกว่านะครับ
ชยนนท์ ถ้าเชื่อคุณเจ็ตนี่ ผมไม่ต้องล้างพอร์ตหุ้นไทยไปให้หมดเลยหรอ ดูหมดหวังยังไงชอบกล
เจษฎา ถ้าหาหุ้นที่มีคุณภาพ ปัจจัยพื้นฐานดีๆ มีอนาคตสดใสเจอ ก็ไม่จำเป็นต้องลดพอร์ตการลงทุนครับ หากตลาดปรับฐาน ก็เป็นโอกาสซื้อเพิ่มด้วยซ้ำ เพราะบริษัทที่มีคุณภาพ จะเจอวิกฤต จะเจอปัญหาอะไร ก็มักจะผ่านไปได้เสมอ
ชยนนท์ ยังไงๆ ผมก็ยังชอบญี่ปุ่นมากกว่านะ การปฏิรูปเศรษฐกิจในหลายๆด้าน การแก้ปัญหาที่ไม่ใช่แค่ใช้เงินอัดฉีดอย่างที่สหรัฐฯหรือยุโรปทำตอนนี้ มันทำให้เห็นว่าอนาคต ญี่ปุ่นจะเปลี่ยนแปลงในระยะยาวอย่างเข้มแข็งมากกว่า ทั้งการเร่งฟื้นฟูเศรษฐกิจท้องถิ่น สนับสนุนการลงทุนภาคเอกชน สนับสนุนให้ไปลงทุนต่างประเทศ สิ่งต่างๆเหล่านี้ มันดูจับต้องได้มากกว่าแค่อัด QE แล้วหวังว่าจะมีเงินเฟ้อและเศรษฐกิจกระเตื้องขึ้น
เจษฎา จริงอยู่ที่กลุ่มยูโรโซน มีความแตกต่างทางเชื้อชาติ รวมถึงนโยบายการคลังที่แตกต่าง และเศรษฐกิจที่ไม่ได้ฟื้นตัวในทางเดียวกัน มันทำให้นักลงทุนไม่มั่นใจ แต่เพราะความไม่มั่นใจ เลยทำให้หลายคนมองข้ามปัจจัยหลักที่จะผลักดันหุ้นไปข้างหน้า นั้นก็คือ กำไรสุทธิของบริษัทไงครับ วันนี้ผมเห็นสัญญาณแล้วว่า บริษัทจดทะเบียนในยุโรป เริ่มกลับมามีกำไรในทิศทางที่ดี มีติดพอร์ตไว้เถอะครับเชื่อผม
สรุป คุณเจษฎาชอบหุ้นยุโรป และให้ลดน้ำหนักลงทุนในตลาดหุ้นไทย ขณะที่คุณชยนนท์มองไปที่ตลาดหุ้นญี่ปุ่น และแนะนำใหป้องกันความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนไว้ด้วย และเห็นเหมือนกันทั้งสองคนในการที่จะลดน้ำหนักในตลาดหุ้นไทย อีกช่องทางในการติดตามการแลกเปลี่ยนมุมมองของคุณเจษฎา & ชยนนท์ แบบวันต่อวันได้ที่ Facebook "Jessada Vs Chayanon" สำหรับวันนี้เราทั้งสองขอลาไปก่อนครับ







