
กระจายการลงทุนในตลาดหุ้นอาเซียนดีอย่างไร
โดย ดร.วิน อุดมรัชตวนิชย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บลจ.วรรณ [email protected]
โดย ดร.วิน อุดมรัชตวนิชย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บลจ.วรรณ [email protected]
สวัสดีครับ วันนี้ผมจะพานักลงทุนไปรู้จักกับตลาดหุ้นในแต่ละประเทศของกลุ่มอาเซียนว่ามีพัฒนาการประวัติความเป็นมาอย่างไรและทำไมจึงมองว่าการลงทุนในภูมิภาคอาเซียนมีความน่าสนใจมากขึ้นในช่วงถัดจากนี้หลังเริ่มเข้าสู่การรวมกลุ่มประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) ในปีนี้
โดยภาพรวมตลาดหลักทรัพย์ในกลุ่มภูมิภาคอาเซียนมีการก่อตั้งกันมายาวนานเฉลี่ยกว่า 50 ปี โดยเริ่มจากการก่อตั้งของตลาดหลักทรัพย์ฟิลิปปินส์และอินโดนีเซีย ก่อนที่จะมีการก่อตั้งตลาดหลักทรัพย์มาเลเซีย สิงคโปร์และไทยถัดมาและมีการพัฒนาระบบการซื้อขายหลักทรัพย์และผลิตภัณฑ์ที่นำมาเสนอขายให้แก่นักลงทุนอย่างต่อเนื่องทั้งในด้านความกว้างและความลึกของผลิตภัณฑ์ ขณะที่ตลาดหลักทรัพย์เวียดนามได้มีการก่อตั้งหลังสุดในช่วง 15 ปีที่ผ่านมา หลังจากที่เวียดนามเริ่มหันมาผลักดันประเทศเข้าสู่การค้าการลงทุนระหว่างประเทศมากขึ้น
สำหรับตลาดหลักทรัพย์กลุ่มอาเซียน โดยรวมแล้วผมว่าหากแบ่งตามระดับการพัฒนาของตลาด ซึ่งวัดจากขนาดมูลค่าตลาด (Market Capitalization) สภาพคล่อง (Liquidity) และความหลากหลายของผลิตภัณฑ์ที่ซื้อขายในตลาด(Product) แล้วจะสามารถแบ่งตลาดหลักทรัพย์ของกลุ่มอาเซียนได้ 2 ประเภทใหญ่ๆ คือ กลุ่มที่มีการพัฒนากรของการซื้อขาย ได้แก่ ตลาดหลักทรัพย์สิงคโปร์ มาเลเซียและไทย ขณะที่กลุ่มตลาดหลักทรัพย์ที่อยู่ระหว่างการพัฒนาและส่งเสริมการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ ได้แก่ ตลาดหลักทรัพย์ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซียและเวียดนาม ซึ่งตลาดหลักทรัพย์ทั้ง 2 ประเภทก็จะมีความแตกต่างกันไปตามการเติบโตของภาวะเศรษฐกิจและระดับการเปิดเสรีด้านการค้าการลงทุนของประเทศในกลุ่มดังกล่าว ทำให้มูลค่าตลาดและผลตอบแทนจากการลงทุนในช่วงที่ผ่านมาแตกต่างกันไปด้วย
ในด้านมูลค่าตลาด ในกลุ่มตลาดหลักทรัพย์ในกลุ่มที่มีการพัฒนาของตลาดหลักทรัพย์มายาวนาน อาทิเช่น ตลาดหลักทรัพย์สิงคโปร์ (SGX) ไทย (SET) และมาเลเซีย(Bursa Malaysia) จะมีขนาดมูลค่าตลาดที่ค่อนข้างใหญ่โดย ณ เดือน ม.ค. 58 ตลาดหลักทรัพย์ดังกล่าวมีมูลค่าขนาดกว่า 755,414 / 460,900 และ 451,650 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ตามลำดับ ขณะที่ตลาดหลักทรัพย์ที่เพิ่งเริ่มมีการพัฒนา อย่างเช่น ตลาดหลักทรัพย์ฟิลิปปินส์ (PSE) อินโดนีเซีย (JCX) และเวียดนาม (HOSE) มีขนาดมูลค่าน้อยกว่ากลุ่มประเทศดังกล่าว โดยมีขนาดมูลค่าที่ 420,872 / 279,500 และ 50,078 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ตามลำดับ
อย่างไรก็ดีแม้ว่าขนาดมูลค่าจะแตกต่างกันในแต่ละตลาดหลักทรัพย์ แต่จุดที่น่าสนใจคือเมื่อมีการรวมกลุ่มเป็นตลาดหุ้นอาเซียนด้วยกันแล้วจะผลักดันให้ขนาดมูลค่าตลาดของกลุ่มอาเซียนปรับเพิ่มขึ้นและมีมูลค่าขนาดกว่า 2.41 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งใหญ่กว่าตลาดหลักทรัพย์ของเกาหลีใต้ (Kospi) ที่มีมูลค่าขนาดตลาดที่ 1.25 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และมีขนาดมูลค่าเทียบเคียงได้กับตลาดหลักทรัพย์เซินเจิ้นของจีนและฮ่องกงที่มีขนาดมูลค่า 2.28 และ 3.32 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในช่วงเวลาเดียวกัน ซึ่งการที่ขนาดมูลค่าตลาดของตลาดหลักทรัพย์ที่ใหญ่ขึ้นและมีขนาดทัดเทียมกับตลาดหลักทรัพย์ของประเทศที่พัฒนาแล้วนั้นจะส่งให้การลงทุนในตลาดหลักทรัพย์แต่ละประเทศจากการรวมกลุ่มมีความน่าสนใจมากขึ้นและสามารถดึงดูดเม็ดเงินลงทุนของนักลงทุนในส่วนของนักลงทุนทั้งในและนอกกลุ่มอาเซียนให้เพิ่มขึ้นตาม ซึ่งจะนำมาซึ่งโอกาสในการพัฒนาของตลาดหลักทรัพย์และผลักดันดัชนีฯ ให้ปรับเพิ่มขึ้นในทิศทางเดียวกัน
ขณะที่ในด้านผลตอบแทนของการลงทุนการรวมกลุ่มของภูมิภาคอาเซียนจะเป็นประตูเปิดโอกาสสู่ตลาดหลักทรัพย์ในกลุ่มที่อยู่ในระหว่างการพัฒนา ซึ่งมักมีอัตราการเติบโตในระดับสูงและสูงกว่าตลาดอื่นๆ โดยเปรียบเทียบ ซึ่งในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาตลาดหลักทรัพย์สิงคโปร์ มาเลเซียและไทย ให้ผลตอบแทนที่ 56%, 96% และ 121% ตามลำดับ
ขณะที่ตลาดหลักทรัพย์ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซียและเวียดนามให้ผลตอบแทนถึง 293%, 364% และ 130% ตามลำดับ ซึ่งหมายความว่าหากนักลงทุนลงทุนในตลาดหลักทรัพย์สิงคโปร์ มาเลเซียและไทยด้วยต้นทุน 1,000 บาท เวลาผ่านไป 10 ปี จะได้รับเงินต้นและผลตอบแทนที่ 1,560 / 1,960 และ 2,210 บาทตามลำดับ ขณะที่ลงทุนในฟิลิปปินส์ อินโดนีเซียและเวียดนามจะได้รับเงินต้นและผลตอบแทนที่ 3,930 / 3,640 และ 2,300 บาท ตามลำดับ
จึงเป็นเหตุผลสำคัญว่าทำไมตลาดหลักทรัพย์ในอาเซียนจึงเริ่มเป็นเป้าหมายการลงทุน โดยเฉพาะในช่วงที่มีพัฒนาการในการเติบโตของเศรษฐกิจและการลงทุนในประเทศดังกล่าวอย่างชัดเจน ซึ่งสัปดาห์หน้า ผมจะกลับมาเล่าให้ฟังถึงความน่าสนใจของตลาดหุ้นในแต่ละประเทศครับ
•นักลงทุนสามารถสอบถามเพิ่มเติมและขอรับร่างหนังสือชี้ชวนได้ที่ฝ่ายบริการลูกค้าและสนับสนุนธุรกิจที่หมายเลข 02-659-8888 ต่อ 1 ครับ
•“ทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไข ผลตอบแทนและความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน”







