posttoday
การวางแผนการเงินเพื่อทายาท

การวางแผนการเงินเพื่อทายาท

28 พฤษภาคม 2558

โดย สาธิต บวรสันติสุทธิ์ CFP

โดย สาธิต บวรสันติสุทธิ์ CFP

สัปดาห์ที่ผ่านมา ข่าวฮอตเรื่องหนึ่งก็คือ เรื่องร่าง พระราชบัญญัติภาษีมรดกที่ผ่านการพิจารณาจากสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.)เรียบร้อยแล้ว และจะใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนด 180 วัน นับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษา มาวันนี้ก็เลยขอเกาะกระแสขอนำเรื่องเกี่ยวกับการวางแผนเกี่ยวกับมรดกมาคุยครับเพราะเรื่องมรดกมีสิ่งที่ต้องคำนึงมากกว่าภาษีมากมาย

โดยจากรายงานวิจัยของ  wealth report 2012 ระบุว่า กลุ่มผู้มีรายได้สูงในแถมเอเชียจะมีความกังวลเกี่ยวกับการวางแผนการเงินสำหรับทายาทมากที่สุดเมื่อเทียบกับภูมิภาคอื่นๆ ทั้งนี้อาจเป็นเพราะโดยวัฒนธรรมของทางเอเชียจะดูแลลูกตลอดชีวิตของตนเองและมักไม่ค่อยทำพินัยกรรมหรือวางแผนมรดกกันมากเท่าไร (นัยว่ากลัวว่าจะเป็นการแช่งตนเอง ส่วนลูกก็ไม่กล้าแนะนำให้พ่อแม่ทำพินัยกรรม นัยว่ากลัวจะถูกมองว่าหวังมรดกเช่นกัน) เทียบกับทางตะวันตกเมื่อลูกเริ่มบรรลุนิติภาวะ(ประมาณอายุ 18 ปี) ก็จะให้แยกตัวออกไปเผชิญชีวิตตนเองแล้ว และมองการทำพินัยกรรมเป็นเรื่องปกติ (ข้อมูลจาก the wealth report 2012 ระบุว่า ผู้มีรายได้สูงทั่วโลกจะวางแผนการเงินเพื่อทายาทโดยการทำพินัยกรรมหรือจัดการมรดกเฉลี่ย 70% ขณะที่ผู้มีรายได้สูงฝั่งเอเชียเฉลี่ยแล้วมีการวางแผนการเงินเพื่อทายาทเพียง 52% ต่ำกว่าทุกภูมิภาค)

จริงๆแล้วการวางแผนการเงินเพื่อทายาทเป็นขั้นตอนสำคัญในการจัดการความมั่งคั่งโดยรวมโดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของพินัยกรรมและกองทุนทรัสต์ส่วนบุคคล/ครอบครัวหลายกรณีที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ไม่ว่า กรณีพ่อบ้านเสียชีวิตทิ้งไว้แต่หนี้สิน ทั้งที่ทรัพย์สินก็มีแต่ไม่รู้เก็บไว้ไหน หรือ กรณีทรัพย์สินของวงศ์ตระกูลแต่กลับต้องเป็นของผู้อื่น เพียงเพราะทายาทไม่รู้เรื่องมรดก เป็นต้น แต่ก็ใช่ว่าจะมีแต่ข่าวร้าย ข่าวดีก็มีคือ จาก Asia Pacific Wealth report 2011 ระบุว่า ผู้มีรายได้สูงในเอเชียให้ความสำคัญเกี่ยวกับการวางแผนการเงินเพื่อทายาทมากที่สุด

แล้วการวางแผนการเงินเพื่อทายาทสำคัญอย่างไร จำเป็นหรือไม่ที่ต้องทำหากให้พูดว่าการวางแผนการเงินสำหรับทายาทสำคัญหรือไม่ ก็คงต้องขอยกกรณีตัวอย่าง ไม่ว่าจะเป็นกรณีพินัยกรรมของลูกแพะเชอรี่แอน  หรือ กรณีทรัพย์มูลค่า 2 ล้านบาทที่อยู่ในเตียงที่มีผู้บริจาคให้วัดสวนแก้ว ฯลฯ และอีกหลายกรณีที่เกิดขึ้นในเมืองไทย ซึ่งมีปัญหาให้ทรัพย์สินของผู้เสียชีวิตไม่ได้ตกทอดไปสู่ทายาทตามที่ตั้งใจไว้ เพียงเพราะไม่ได้วางแผนมรดกนั่นเองดังนั้น เราจึงเห็นนะครับว่าการวางแผนการเงินเพื่อทายาทมีความสำคัญอย่างน้อย 3 เรื่อง คือ

1.ช่วยให้ทรัพย์สินของเราที่วางแผนให้ทายาท ไปเป็นของทายาทถูกคน และได้รับการจัดสรรอย่างเป็นระบบระเบียบตามความประสงค์ของเรา ช่วยป้องกันปัญหาการแย่งชิงมรดกระหว่างผู้รับผลประโยชน์ เช่น คู่สมรส , บุตรหรือ เครือญาติ ฯลฯวิธีที่แนะนำ ก็คือ การทำพินัยกรรม แต่ต้องระวังนะครับว่าพินัยกรรมที่ทำถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ หากไม่ถูกต้อง ก็ไม่มีประโยชน์ครับ

2.ช่วยให้เราจะมีทรัพย์สินที่ตกทอดให้กับทายาทอย่างน้อยในระดับที่พอเพียงสำหรับการอยู่อย่างอิสระทางการเงินเพราะเมื่อเราเริ่มวางแผนการเงินสำหรับทายาท เราก็จะคำนวณจำนวนทรัพย์สินที่จะเก็บให้ทายาท เมื่อไม่มีเราอยู่ รวมเข้าอยู่ในเป้าหมายทางการเงินด้วย วิธีที่แนะนำ ก็คือ การจัดทำบัญชีทรัพย์สินที่มีอยู่และบอกคนในบ้านให้ทราบว่าเรามีทรัพย์สินเท่าไหร่ เก็บไว้ที่ไหน เพราะทรัพย์สินที่ลูกหลานไม่ทราบเมื่อเราเสียชีวิต ก็ไม่ต่างอะไรกับการลงทุนแล้วขาดทุน 100%

3.ช่วยให้ทรัพย์สินตกทอดไปยังทายาทด้วยต้นทุนทางภาษีที่ต่ำซึ่งภาษีมรดกมาเกี่ยวข้องก็ตรงนี้แหละครับ กฎหมายล่าสุดที่เพิ่งผ่านการพิจารณา กำหนดให้ทรัพย์มรดกที่เกิน 100 ล้านบาทเท่านั้นต้องเสียภาษี ซึ่งในเมืองไทยมีอยู่แค่ไม่กี่หมื่นคน ดังนั้น เราๆท่านๆ คงสบายใจได้ว่าภาษีมรดกคงไม่เกี่ยวข้องอะไรกับเรา

แต่อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าเราจะมีทรัพย์มากหรือน้อย เรื่องมรดกก็เป็นเรื่องที่ต้องวางแผน และต้องวางแผนตั้งแต่ตอนนี้ด้วย เพราะอย่างที่ท่าน ว. วชิรเมธีเคยสอนผมไว้ “พรุ่งนี้หรือชาติหน้าไม่รู้อะไรมาถึงก่อน” ดังนั้นเพื่อความไม่ประมาท เสียเวลาสักนิดวางแผนมรดกเถอะครับ

ท่านที่สนใจบทความทางการเงินที่ผมได้เขียนเองและได้รวบรวมจากแหล่งต่างๆสำหรับเผยแพร่ให้ท่านผู้สนใจ ขอเชิญไปกด Like ได้ที่ page ใน face book ชื่อ SathitBovornsantisuth CFP เพื่อติดตามข้อมูลข่าวสารต่อไปได้ครับ...

 

ข่าวล่าสุด

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ