
ล้างอิทธิพลสตูล
แม้จะดูอืดอาดไปบ้าง แต่ในที่สุดกองทัพก็ตื่นมาตั้ง “ศูนย์อำนวยการลาดตระเวนและช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมผู้โยกย้ายถิ่นฐานแบบไม่ปกติในมหาสมุทรอินเดีย”
โดย...e-ช้าน [email protected]
แม้จะดูอืดอาดไปบ้าง แต่ในที่สุดกองทัพก็ตื่นมาตั้ง “ศูนย์อำนวยการลาดตระเวนและช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมผู้โยกย้ายถิ่นฐานแบบไม่ปกติในมหาสมุทรอินเดีย” หรือ ศอ.ยฐ. ขึ้นเมื่อ 26 พ.ค. 2558
มอบหมายให้ พล.อ.วรพงษ์ สง่าเนตร ผู้บัญชาการทหารสูงสุด (ผบ.สส.) ทำหน้าที่ผู้อำนวยการ ตั้งฐานบริเวณเกาะสิมิลัน มีหน้าที่ควบคุมการปฏิบัติการลาดตระเวน ช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม “ชาวโรฮีนจา” อย่างเป็นทางการเป็นครั้งแรก
การปฏิบัติการในครั้งนี้ ศอ.ยฐ.จะมีศูนย์ปฏิบัติการกองทัพเรือ (ศปก.ทร.) หรือศูนย์อำนวยการลาดตระเวนและช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมของกองทัพเรือ โดยตั้ง “ฐานปฏิบัติการลอยน้ำ” คอยช่วยเหลือผู้อพยพ ขณะที่กองทัพอากาศจะส่งเครื่องบินร่วมลาดตระเวนเช้ายันค่ำ
แปลว่าตั้งแต่ 26 พ.ค.เป็นต้นไป จะมีกำลังพลหลักจากกองทัพเรือภาคที่ 3 ขนอุปกรณ์พร้อมแพทย์ไปลอยคอกันอยู่บนฐานลอยน้ำคอยดูแลผู้อพยพ จากนั้นจะส่งต่อไปยังจุดหมายปลายทาง
...ภารกิจนี้กำหนดการดำเนินการเบื้องต้นไว้ 2 สัปดาห์
ฉายภาพให้เห็นเพิ่มเติมก็คือ กองทัพเรือภาคที่ 3 จะนำเรือหลวงอ่างทอง ซึ่งมีขนาดใหญ่ รวมเรืออื่นๆ ทั้งหมด 8 ลำ เฮลิคอปเตอร์ 2 ลำ และเครื่องบินดอร์เนียร์ 2 ลำ ออกลาดตระเวนทั่วอันดามันกันอย่างคึกคัก
ก่อนหน้านี้แม้กองทัพเรือจะมีการลาดตระเวนตามปกติ แต่ไม่พบผู้อพยพ คราวนี้ถ้ามีเรือซีซั้วลอยลำเข้ามารับรองไม่คลาดสายตากองกำลังทหารน้ำแน่นอน เพราะกองทัพอากาศก็ส่งเครื่องบินมาช่วยอีกแรง
คำถามของ e-ช้าน...ก็คือ ในเมื่อการอพยพชาวโรฮีนจาตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาเป็นขบวนการค้ามนุษย์ เมื่อกองทัพไปตั้งฐานลอยน้ำโจ่งครึ่มอยู่ตรงนั้นจะมีหน้าโง่ที่ไหนโฉ่งฉ่างมาให้ถูกจับ...นอกจากจะมาโอดครวญให้รัฐบาลไทยเสียขวัญ
พูดก็พูดถึงเวลานี้เจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐรู้หมดแล้วว่า มาเฟียในพื้นที่ตัวจริงคือ โกโต้ง-ปัจจุบัน อังโชติพันธุ์ อดีตนายก อบจ.สตูล พร้อมเครือข่ายที่ถูกจับไปแล้ว 46 คนก่อนหน้านี้
การเข้ามอบตัวและถูกคุมขังด้วยใบหน้าระรื่นของ “โกโต้ง” โดยไม่มีกุญแจมือพันธนาการ ณ เรือนจำในสงขลา...เกิดเสียงวิจารณ์กันหนาหูว่า...ศึกนี้จะเป็นการพิสูจน์ “อำนาจรัฐ” และ “บารมีของเจ้าพ่อเกาะหลีเป๊ะ” โดยแท้
e-ช้าน...หวังว่าปฏิบัติการทางเรือเที่ยวนี้จะไม่เป็นเพียงการแจกข้าวปลาอาหารและรักษาพยาบาลคนป่วยเพื่อแสดงถึงความมีมนุษยธรรมอย่างเดียว เพราะรากเหง้าของการค้ามนุษย์ฝั่งอันดามันที่ดำรงอยู่ไม่ใช่ประเด็นความเมตตา แต่เป็นเรื่อง “อิทธิพลในสตูล” และเครือข่ายที่เข้าคุมอำนาจรัฐทุกองค์กรไว้ในมือมายาวนานต่างหาก
เฉพาะเม็ดเงินจากการค้ามนุษย์และของหนีภาษี ประเมินกันคร่าวๆ น่าจะตกอยู่ราวหมื่นล้าน ยังไม่รวมการหากินเรื่องอื่นๆ อีกเพียบ พรุ่งนี้ e-ช้าน...จะมาว่ากันต่อเรื่องธุรกิจและอิทธิพลในสตูลว่าโยงใยกันอย่างไร







