
หนี้ปะทุ
ถึงขั้นต้องขายสมบัติเก่าใช้หนี้กันแล้ว
โดย...ณ กาฬ เลาหะวิไลย
ถึงขั้นต้องขายสมบัติเก่าใช้หนี้กันแล้ว
หนี้ก้อนใหญ่สุดมาจากโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาลก่อน ที่ยอดตัวแดงมหาศาล 5-6 แสนล้านบาท ต้องชดใช้ไม่รู้กี่ชาติถึงจะหมด
ขณะเดียวกัน ยังมีหนี้อื่นๆ ที่ค้างคา ได้แก่ หนี้จากการรถไฟแห่งประเทศไทย หนี้จากองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ หรือ ขสมก. และหนี้กองทุนประกันสังคม ทั้งหมดจึงทำให้เกิดแนวคิดในการออกกฎหมายให้กระทรวงการคลังบริหารหนี้ หรือหาเงินใช้หนี้นั่นเอง
วิธีการหาเงินก็คือการขายหุ้นที่กระทรวงการคลังถือในรัฐวิสาหกิจที่มีกำไร โดยที่น่าจะได้เงินมากโขก็คือกิจการที่เข้าไประดมทุนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย หรือตลาดหุ้น
ทั้งหมดน่าจะเป็นสิ่งที่ทำให้ฉุกคิดกันถึงนโยบายประชานิยมแบบหนี้มืดตามัว อย่างโครงการรับจำนำข้าวที่สร้างผลขาดทุน จนต้องขายทุกอย่างที่มีอยู่เพื่อชดใช้
เพราะหากไม่ขายทรัพย์สิน ปัญหางบประมาณแผ่นดินจะปะทุขึ้นในระยะเวลาไม่ช้าอันเนื่องมาจากต้องจ่ายดอกเบี้ย แบกหนี้สินไปเรื่อยๆ สุดท้ายจะกลายเป็นปัญหาหนี้สาธารณะที่ทะลุเกินเป้าในไม่ช้า
และไม่เพียงแต่หนี้ของรัฐบาลเท่านั้น แต่นโยบายประชานิยมของรัฐบาลก่อนยังสร้างหนี้สินในครัวเรือนไปทั่ว
ที่เห็นได้ชัดก็คือโครงการรถคันแรก ที่สร้างความต้องการเทียมในตลาด คนแห่ซื้อรถยนต์ทั้งที่ไม่มีกำลังเพียงพอ เมื่อซื้อมาแล้วก็กลายเป็นหนี้สิน ต้องจ่ายเงินค่าผ่อนส่งรถ จ่ายค่าน้ำมัน ฯลฯ
สุดท้ายหนี้ครัวเรือนก็บานทะโร่ และทำให้กำลังซื้อของประชาชนหดหายไปอย่างที่เห็น
ปัญหาทุกอย่างมีที่มา มีที่ไป มีเหตุผล เพียงแต่ว่าบรรดานักการเมืองทั้งหลายมักจะใช้การบิดเบือนข้อเท็จจริง ปั้นน้ำเป็นตัว ปัดความผิด ปัดสวะไปเรื่อย
แต่นั่นแหละ ความจริงย่อมหนีความจริงไปไม่พ้น ปัญหาหนี้รัฐบาล หนี้ครัวเรือน จึงปรากฏออกมาให้เห็นอย่างชัดเจน
เข็ดกันหรือยังละนี่
ประเภท เอาอยู่ เสกเงินจากอากาศ สุดท้ายก็เหลวทั้งเพ
อย่าปล่อยให้โดนหลอกไปเรื่อยๆ โปรดช่วยกันจำให้ดีด้วย
ใครหน้าไหนทำให้บ้านเมืองเกิดปัญหาอย่างทุกวันนี้







