
การเป็นนักลงทุนที่ชาญฉลาด (ตอนที่1)
โดย...กิติชัย เตชะงามเลิศ นักลงทุนหุ้นและอสังหาริมทรัพย์
โดย...กิติชัย เตชะงามเลิศ นักลงทุนหุ้นและอสังหาริมทรัพย์
ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ตลาดหลักทรัพย์กลายเป็นแหล่งลงทุนของนักลงทุนหน้าใหม่เข้ามาเพื่อหวังผลตอบแทนจากการลงทุน บ้างก็ประสบความสำเร็จ บ้างก็ล้มเหลว ตามกฏของ Pareto’s Principle หรือที่นิยมเรียกว่า 80-20 RULE คือมี 80% ที่ล้มเหลว 20% ที่ประสบความสำเร็จ แต่ใน 20% ที่ว่าประสบความสำเร็จนั้น มีไม่กี่% ที่ได้ผลตอบแทนต่อปีมากกว่า 15% แบบต่อเนื่อง การที่ใครสักคนอยากจะเป็นนักลงทุนที่ประสบความสำเร็จ เขาเหล่านั้นควรจะทำอย่างไรบ้าง
1. ติดตามข่าวสารข้อมูลเศรษฐกิจของโลก ว่าเป็นอย่างไรบ้าง แนวโน้มอัตราดอกเบี้ยของประเทศหลักๆ โดยเฉพาะสหรัฐ ว่าเป็นอย่างไร กำลังอยู่ในช่วงขาขึ้นหรือขาลง โดยปกติ ราคาหุ้นกับอัตราดอกเบี้ยจะสวนทางกัน คือ เมื่อไหร่ที่อัตราดอกเบี้ยอยู่ในช่วงขาขึ้น หุ้นมักจะลง แต่ถ้าอัตราดอกเบี้ยอยู่ในขาลง หุ้นมักจะขึ้น เว้นแต่หลังจากเกิดวิกฤตเศรษฐกิจ แล้วเศรษฐกิจเริ่มดีขึ้น ดอกเบี้ยพึ่งจะเริ่มขึ้น แบบนี้หุ้นก็อาจจะขึ้นไปได้อีกสักระยะ จนกว่าดอกเบี้ยขึ้นใกล้จุดสูงสุด
นั่นหมายความว่า เศรษฐกิจจะเข้าสู่จุดอิ่มตัว นักลงทุนที่ชาญฉลาดก็จะขายหุ้นออกไปก่อนสัก 6-9 เดือนล่วงหน้า ซึ่งเราก็จะเห็นถึงแรงขายที่มากกว่าแรงซื้อ ซึ่งจะทำให้ตลาดหุ้นตกลงอย่างรุนแรง
ในทำนองกลับกัน ช่วงที่เศรษฐกิจตกต่ำ อัตราดอกเบี้ยส่วนมากมักจะเป็นขาลง ในช่วงที่ดอกเบี้ยเริ่มลงใหม่ๆ ยังไม่ควรรีบซื้อหุ้น เพราะว่าหุ้นส่วนใหญ่จะทำ New Low ไปสักระยะใหญ่ๆ จนเมื่อแน่ใจว่าอัตราดอกเบี้ยใกล้จุด Bottom แล้ว ตัวเลขทางเศรษฐกิจเริ่มส่งสัญญาณดีขึ้น ไม่ว่าจะเป็นตัวเลขการจ้างงาน ยอดซื้อสินค้าคงทนที่สูงขึ้น เป็นต้น เมื่อนั้นก็เป็นจุดที่จะกลับเข้าไปลงทุนในตลาดหุ้นได้แล้ว
โดยปกติอัตราดอกเบี้ยของไทยจะเป็นไปตามแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยของสหรัฐ ยิ่งถ้าทำตัวเป็นนักลงทุนระยะยาวเข้าสะสมหุ้นช่วงที่เศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัว แล้วขายเอาช่วงที่เศรษฐกิจใกล้จุด Peak ผลตอบแทนน่าจะได้หลายร้อยเปอร์เซนต์ ถ้าเลือกซื้อหุ้นได้ถูกตัวแล้ว นี่คือผลตอบแทนที่งดงามจากการทำการบ้านมาเป็นอย่างดี
2. เมื่อรู้จังหวะเข้า/ออกจากตลาดแล้ว ต่อไปก็คือการเลือกหุ้นที่จะลงทุน มีนักลงทุนหลายคนทีเดียวที่ไม่นิยมทำการบ้าน แต่ใช้วิธีลอกการบ้าน โดยดูนักลงทุนที่มีชื่อเสียง(CELEBS) ว่าลงทุนในหุ้นอะไรบ้าง ยิ่งในปัจจุบัน สามารถตรวจสอบได้ง่ายโดยเข้า www.set.or.th หรือ Google ค้นหาข้อมูล ว่า CELEBS เหล่านั้นลงทุนหุ้นตัวไหนอยู่ แล้วก็ลงทุนตาม โดยที่ไม่ศึกษาดูปัจจัยพื้นฐานดูก่อน เพราะว่าบางครั้ง CELEBS ก็มีโอกาสที่จะตัดสินใจลงทุนที่ผิดพลาดได้เช่นกัน
แต่เมื่อ CELEB คนนั้นขายหุ้นนั้นๆไปแล้ว เมื่อพบว่าลงทุนผิดพลาดไป แต่กว่านักลงทุนที่ติดตาม CELEBS นั้นจะทราบก็ต่อเมื่อ มีการ UPDATE การถือหุ้น บางครั้งผ่านไปกว่า 1 ปีจึงจะทราบ เพราะว่าบริษัทส่วนใหญ่จะ update รายชื่อผู้ถือหุ้นใหญ่ใน www.set.or.th ปีละครั้ง ราคาหุ้นอาจจะตกลงไปมากแล้วก็ได้ หรือบางครั้ง CELEBS คนนั้นอาจจะขายแค่บางส่วน
อย่างเช่นเดิมมีหุ้น xyz อยู่ 200 ล้านหุ้น แล้วขายออกไป 60 ล้านหุ้น เหลือเพียง 140 ล้านหุ้น แต่รายชื่อผู้ถือหุ้นใหญ่ที่จะโชว์ในเวบไซด์ของตลาดหลักทรัพย์จะโชว์เพียงผู้ถือหุ้นที่ถือตั้งแต่ 0.5% ของทุนจดทะเบียนของบริษัทนั้นๆ และเมื่อคำนวนแล้ว จะต้องถือ 150 ล้านหุ้น ดังนั้นจึงไม่มีชื่อเขาอยู่ ทำให้นักลงทุนรายย่อยที่ตามๆเขาอยู่ไปลือกันว่า CELEBS ขายหุ้นทิ้งแล้ว ทั้งๆที่ CELEB รายนั้นยังถือหุ้นอยู่ 140 ล้านหุ้น แต่ที่ขายออกไปอาจเป็นเพราะว่า
ก. ต้องการลดพอร์ตการลงทุน เนื่องจากมองว่าตลาดหุ้นใกล้จะเข้าสู่ขาลง จึงลดพอร์ตโดยขายหุ้นทุกตัวเพียงบางส่วนเพื่อที่จะเก็บสภาพคล่องไว้ซื้อหุ้นตอนช่วงที่ตลาดตกลงมาแล้วอาจจะเป็นตัวเดิมหรือตัวอื่น แล้วแต่ราคาและสภาวะตลาดตอนนั้น
ข. มีความจำเป็นต้องใช้เงินด้วยเหตุผลบางอย่าง
ค. เปลี่ยนแปลงแนวทางการลงทุน จากที่เคยลงทุนเน้นหนักเพียง 4-5 ตัวกลายเป็นกระจายการลงทุนเป็น 8-10 ตัว นั่นหมายถึง การที่จะขายหุ้นที่ถืออยู่เดิมออกไปบางส่วน เพื่อที่จะได้มีเงิน เพื่อซื้อหุ้นตัวใหม่ๆ
ง. เจอหุ้นที่น่าสนใจมากกว่า ทั้งๆที่หุ้นตัวเดิมอาจจะมีพื้นฐานเหมือนเดิม ไม่เปลี่ยนแปลง แต่มีหุ้นตัว อื่นที่เฝ้าติดตามมานานมีราคาลดลงจนมี VALUATION ที่ต่ำมาก เมื่อเปรียบเทียบหุ้นตัวอื่นในพอร์ต
ดังนั้นเพื่อเลี่ยงที่จะผิดพลาดจากการลงทุน ควรจะยึดหลัก “อัตตา หิ อัตตโน นาโถ” หรือ “ตนเป็นที่พึ่งแห่งตนจะดีที่สุด” หรือมิฉะนั้นก็ใช้วิธีลอกการบ้านแบบชาญฉลาดคือ เมื่อทราบแล้วว่า CELEBS ที่ท่านติดตามอยู่ ลงทุนในหุ้นตัวไหน ก็ไปศึกษาทำการบ้านต่อว่าปัจจัยพื้นฐานของหุ้นตัวนั้นๆ มันดีจริงไหม ถ้าดีจริงค่อยเข้าไปลงทุน ถ้าเป็นเช่นนี้แล้ว เมื่อลงทุนแล้วได้ผลตอบแทนที่ดี ก็เป็นอะไรที่ท่านจะภูมิใจ หรือลงทุนแล้วผิดพลาด ก็จะไปโทษใครไม่ได้ เนื่องจากตัวท่านได้ศึกษาวิเคราะห์ด้วยตัวเองอย่างดีแล้ว
เนื้อที่หมดแล้ว เอาไว้ต่อฉบับหน้า ผมจะพูดถึงวิธีคัดเลือกหุ้นอย่างไรจึงจะประสบความสำเร็จในการลงทุน







