
Sell in May อาจไม่เกิดขึ้นหากข่าวร้ายออกมาครบ
โดย จิตรา อมรธรรม รองกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ฟินันเซียไซรัส [email protected]
โดย จิตรา อมรธรรม รองกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ฟินันเซียไซรัส [email protected]
แม้ผลประกอบการของกลุ่มแบงก์ในไตรมาสแรกจะส่งสัญญาณ NPL เพิ่มและการตั้งสำรองฯเพิ่มในอนาคต แต่ราคาหุ้นได้ปรับลงมาระดับหนึ่งแล้วจนมี PBV เท่ากับในช่วงวิกฤตการเงิน หากหุ้นกลุ่มแบงก์ยังมีการพักฐานเพิ่มเติม น่าจะเป็นโอกาสในการทยอยสะสม แบบไม่รีบร้อน เพราะการที่บาทอ่อนค่าเป็นการกระตุ้นแรงขายของต่างชาติ ขณะเดียวกันผลประกอบการ 1Q15 ของบริษัทในกลุ่มอื่นที่จะทยอยออกมาจนครบกลางเดือนนี้ อาจทำให้หุ้นลงเพราะผิดหวัง แต่การลดดอกเบี้ยเป็นผลบวกต่อตลาดหุ้นทั้งทางตรง (ภาระดอกเบี้ยลดลง กำไรดีขึ้น) และทางอ้อม (ผลตอบแทนของตลาดหุ้นน่าสนใจกว่าตลาดเงิน) ในระยะกลาง หากข่าวร้ายออกมาจนครบในเดือนนี้ (ผลประกอบการที่ย่ำแย่ แบงก์ลดดอกเบี้ยลงอีกและ Fed ส่งสัญญาณขึ้นดอกเบี้ยเร็วขึ้น) Sell in May อาจไม่เกิดขึ้นในปีนี้ก็เป็นได้ แต่การลงทุนยังต้องเลือกเป็นรายตัวที่มี Story เฉพาะตัวไปก่อน
ผลประกอบการ 1Q15 สิ้นสุดกลางเดือนนี้
SET Index ในรอบนี้ปรับลงตั้งแต่กลางเดือนเมษายนหลัง TMB รายงานกำไรที่น่าผิดหวัง จุดกระแสให้สถาบันในประเทศเริ่มขาย หลังจากมีสถานะเป็นซื้อตั้งแต่กลางเดือนมีนาคม สำหรับกลุ่มแบงก์ใน 1Q15 มีกำไรสุทธิรวม 5.2 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 6% Q-Q และ 3.6% Y-Y เป็นกำไรที่ไม่น่าประทบใจ สัญญาณที่ไม่ดีคือ NPL ที่เพิ่มขึ้นและส่งผลให้การตั้งสำรองค่าเผื่อหนี้สูญสูงขึ้นทั้งใน 1Q15 และไตรมาสถัดไป แบงก์ที่กำไรต่ำผิดคาดมากที่สุดได้แก่ TMB, KTB และ KKP ส่งผลให้ราคาหุ้นปรับลงมากกว่ากลุ่ม แนวโน้มผลประกอบการของกลุ่มแบงก์ใน 2Q15 น่าจะชะลอต่อตามฤดูกาล และการตั้งสำรองเพิ่มต่อเนื่อง รวมทั้งส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยที่ถูกกดดันจากการลดดอกเบี้ยของหลายแบงก์
สำหรับผลประกอบการของหุ้นกลุ่มอื่นใน 2Q15 มีแนวโน้มไม่สดใสเช่นกัน จากการบริโภคที่ยังไม่ฟื้นตัว โดยเฉพาะธุรกิจที่มีฐานลูกค้าเป็นกลุ่มเกษตรกรและผู้มีรายได้น้อย ขณะที่การลงทุนขนาดใหญ่ใหม่ๆ ยังไม่เกิดขึ้น อย่างไรก็ตาม เราหวังว่าการลงทุนจากภาครัฐน่าจะมีออกมามากขึ้นใน 2H15 ซึ่งจะช่วยให้กำไรของบจ.ค่อยๆ ฟื้นตัวดีขึ้นเป็นลำดับ
เงินบาทมีแนวโน้มอ่อนค่าต่อ
การลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงอีก 0.25% เหลือ 1.50% ในการประชุมวันที่ 29 เมษายนที่ผ่านมา และมีมาตรการผ่อนคลายเงินทุนไหลออกเพิ่มเติม จุดประสงค์หลักคือต้องการให้ค่าเงินบาทอ่อนค่าเพื่อช่วยผู้ส่งออก ผลกระทบของการลดดอกเบี้ย เป็นลบต่อแบงก์พาณิชย์ แต่ดีกับกลุ่มลิสซิ่ง แต่หลังจากที่หลายแบงก์ลดดอกเบี้ยเงินกู้ไปเมื่อปลายมีนาคมแล้ว เราเชื่อว่าถึงแบงก์จะลดดอกเบี้ยอีก ก็คงไม่มาก (Downside จำกัด) ประเด็นสำคัญคือราคาหุ้นกลุ่มแบงก์ปรับลงมาสะท้อนข่าวร้ายไปมากแล้ว ปัจจุบัน PBV ของหลายแบงก์เกือบจะเท่าช่วงวิกฤตการเงิน และเชื่อว่าส่วนใหญ่รับรู้แล้วว่ากำไรใน 2Q15 ของแบงก์จะไม่ดี หากราคาหุ้นกลุ่มแบงก์ปรับลงจะถือเป็นโอกาสในการซื้อสะสม
สำหรับผลกระทบของเงินบาทอ่อนค่า เป็นผลดีต่อผู้ส่งออก หุ้นที่ได้อานิสงส์คือกลุ่มอิเล็กทรอนิคส์ ชิ้นส่วนยานยนตร์ ส่วนกลุ่มเกษตรส่งออก ยังไม่น่าสนใจเพราะยังเผชิญปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ
กลุ่มลิสซิ่งได้รับประโยชน์ชัดเจนที่สุด
กลุ่มลิสซิ่งได้ประโยชน์โดยตรงจากอัตราดอกเบี้ยในตลาดที่ต่ำลง เพราะดอกเบี้ยรับคงที่ ในขณะที่ต้นทุนทางการเงินถูกลง ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยของธุรกิจลิสซิ่งจึงกว้างขึ้น เราพบว่า MTLS (แนะนำซื้อ ราคาพื้นฐาน 25 บาท) และ SAWAD (แนะนำขาย ราคาพื้นฐาน 41 บาท) จะได้รับประโยชน์สูงสุดจากการปรับลดอัตราดอกเบี้ยเนื่องจากมีเงินกู้ยืมระยะสั้นในอัตราส่วนมากที่สุดในกลุ่มราว 90% ส่วน TK (แนะนำขาย ราคาพื้นฐาน 8.80 บาท) ได้รับประโยชน์น้อยที่สุดนื่องจากมีการระดมทุนเป็นระยะยาวจำนวนมากกว่าระยะสั้นในอัตราส่วนสูง 0.71 : 0.29
Sell in May อาจไม่เกิดขึ้นหากข่าวร้ายออกมาครบ
การลดดอกเบี้ยเป็นบวกกับตลาดหุ้นทั้งทางตรง (ภาระดอกเบี้ยของบจ.ลดลง กำไรเพิ่มสูงขึ้น) และทางอ้อม (ผลตอบแทนจากเงินฝากลดลง ทำให้การลงทุนในตลาดหุ้นเป็นทางเลือกที่น่าสนใจมากขึ้น) นอกจากนี้ ยังเป็นการเพิ่มสภาพคล่องที่มีมากอยู่แล้ว ให้เพิ่มมากขึ้นอีก นอกจากนี้ การลดดอกเบี้ยส่งผลให้มูลค่าหุ้นทางพื้นฐานเพิ่มขึ้นโดยปริยาย เพราะต้นทุนทางการเงินที่ใช้ในการคำนวณปรับลดลง โดยรวมแล้ว เราจึงมองบวกต่อการลดดอกเบี้ย อย่างไรก็ตาม ในระยะสั้น Sentiment เชิงลบยังมีอยู่ เพราะสะท้อนถึงเศรษฐกิจที่แย่ลงกว่าที่เป็นอยู่ และการที่ค่าเงินบาทจะกระตุ้นให้นักลงทุนต่างชาติขายหุ้นเพื่อล็อคกำไร ยังเหลือข่าวลบกับตลาดคือการปรับขึ้นดอกเบี้ยของ Fed หากข่าวร้ายออกมาจนครบ Sell in May อาจไม่เกิดขึ้นในปีนี้ก็เป็นได้







