
“หากดอกเบี้ยไม่ขยับ จะปรับพอร์ตอย่างไร”
โดย รัชต์ โสดสถิตย์ กรรมการผู้จัดการ บลจ. แอสเซท พลัส
โดย รัชต์ โสดสถิตย์ กรรมการผู้จัดการ บลจ. แอสเซท พลัส
อัตราดอกเบี้ยและทิศทางดอกเบี้ยในปีนี้ ยังไม่มีสัญญาณว่าจะขยับตัวขึ้น เพราะเศรษฐกิจทั่วโลกยังคงซบเซาโดยเมื่อต้นสัปดาห์ก่อนกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) เพิ่งออกมาปรับลดตัวเลขประมาณการการเติบโตของเศรษฐกิจโลกเหลือเพียง 3.5% ในปีนี้ และ 3.7% ในปี 2559 หลายประเทศยังดำเนินนโยบายการเงินโดยคงดอกเบี้ยไว้ในระดับต่ำเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ไม่เว้นแม้แต่ประเทศเศรษฐกิจใหญ่อย่างสหรัฐอเมริกาที่แม้เศรษฐกิจจะมีแนวโน้มสดใสกว่าเพื่อน แต่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ก็ยังชะลอการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายออกไป โดยคาดว่าจะยังไม่มีการขึ้นดอกเบี้ยในครึ่งแรกของปีนี้
นอกจากนี้ ราคาน้ำมันที่ปรับตัวลงยังกดดันให้อัตราเงินเฟ้ออยู่ในระดับต่ำ และการที่ธนาคารกลางยุโรป (ECB) ออกมาประกาศใช้ QE เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจยูโรโซนโดยอัดเม็ดเงิน 6 หมื่นล้านยูโรต่อเดือนเพื่อเข้าซื้อตราสารภาครัฐและเอกชนในยุโรปต่อเนื่องจนถึงไตรมาส 3 ของปีหน้า ซึ่งทำให้สภาพคล่องเริ่มล้นตลาด และส่งผลให้อัตราผลตอบแทนจากพันธบัตรและตราสารหนี้ทั้งในประเทศและต่างประเทศต่ำลงไปด้วย
ทิศทางดอกเบี้ยที่ยังไม่มีทีท่าว่าจะขยับดังที่กล่าวไป อาจทำให้นักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้ไม่มาก แต่ยังคงต้องการโอกาสรับผลตอบแทนที่ดีจากการลงทุนในตราสารหนี้ มีคำถามขึ้นมาว่า “ดอกเบี้ยก็ต่ำ แถมยังไม่มีทีท่าว่าจะปรับขึ้นในเร็ววัน แล้วจะลงทุนอย่างไรให้ได้ผลตอบแทนที่ดี?”
จริงๆ แล้ว โอกาสรับผลตอบแทนที่ดีนั้นมีอยู่เสมอครับ และแม้ว่าตลาดจะซึมเซาขนาดไหน ก็ยังมีสินทรัพย์ที่น่าสนใจให้เลือกลงทุน ขึ้นอยู่กับการจังหวะในการลงทุน เป้าหมายและความสามารถในการรับความเสี่ยงของแต่ละท่าน
โดยผู้ลงทุนที่เน้นลงทุนกับตราสารหนี้ในประเทศและสามารถรับความเสี่ยงจากการลงทุนได้พอควร มีทางเลือกที่น่าสนใจ คือ “กองทุนตราสารหนี้ที่เน้นลงทุนในหุ้นกู้” เนื่องจากภาคเอกชนมีโอกาสที่จะออกหุ้นกู้เพื่อระดมทุนได้อีกมาก ขณะเดียวกันหุ้นกู้เอกชนในบ้านเราที่มีอันดับความน่าเชื่อถือดีและมีอายุตราสารประมาณ 2-3 ปีก็ยังมีโอกาสให้ผลตอบแทนที่น่าสนใจจาก Credit Spread ได้ ผู้ลงทุนจึงมีโอกาสได้รับผลตอบแทนที่น่าสนใจกว่าหากเทียบกับเงินฝากหรือการลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลที่อายุใกล้เคียงกัน
การลงทุนในหุ้นกู้ผ่านกองทุนรวมยังมีข้อดีตรงที่มีเงินเพียง 5,000 บาทก็เริ่มลงทุนได้ ทั้งยังมีโอกาสกระจายการลงทุนไปในหุ้นกู้ได้หลายตัวกว่า ขณะที่การลงทุนตรงในหุ้นกู้ด้วยตนเองซึ่งจำเป็นต้องใช้เงินก้อนใหญ่กว่ามากและไม่อาจสร้างความหลากหลายในพอร์ตการลงทุนได้ด้วยเงินลงทุนที่มีจำกัด
อย่างไรก็ตาม มีสิ่งที่ผู้ลงทุนควรพิจารณาคือ หากในพอร์ตการลงทุนของกองทุนนั้นๆ เน้นการลงทุนในหุ้นกู้ระยะยาว ผู้ลงทุนเองก็ควรที่จะสามารถถือหน่วยลงทุนไว้ได้ระยะหนึ่งเพื่อโอกาสรับผลตอบแทนที่ดี เพราะผลตอบแทนจากตราสารหนี้ลักษณะดังกล่าวอาจมีความผันผวนได้ในระยะสั้น
ขณะที่ผู้ลงทุนที่พอรับความเสี่ยงได้น้อยกว่า อาจจะเลือกจะเลือกลงทุนในกองทุนตราสารหนี้ประเภทกำหนดอายุโครงการโดยล็อกผลตอบแทนระยะสั้นไว้ก่อน ส่วนท่านที่รับความผันผวนจากตลาดตราสารหนี้ไม่ไหวและยังคงต้องการสภาพคล่องสูง การพักเงินอยู่ในกองทุนรวมตลาดเงิน (Money Market) อาจเป็นตัวเลือกที่เหมาะสม เพื่อรอจังหวะขยับขยายเมื่อเห็นแนวโน้มดอกเบี้ยที่ชัดเจนต่อไป
ดอกเบี้ยไม่ขยับ แต่ถ้าปรับพอร์ตกองทุนตราสารหนี้ให้ถูกจังหวะ โอกาสจะได้รับผลตอบแทนที่ดีก็ยังไม่หนีไปไหนครับ
การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลก่อนตัดสินใจลงทุน







