วันตัดสิน

วันที่ 23 ม.ค. 2558 เวลา 08:30 น.
โดย...ณ กาฬ เลาหะวิไลย

ในวันนี้ถือเป็นวันดีเดย์ ชี้ขาดตัดสินอนาคตอดีตนักการเมืองสำคัญ 3 คน รวมไปถึงอนาคตการปฏิรูปการเมืองของประเทศ

กระบวนการรับฟังข้อเท็จจริง ยุติเมื่อวานนี้ เมื่อ วิชา มหาคุณ กรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี แถลงปิดคดีที่สภา

นอกเหนือประเด็นข้อกฎหมายที่โต้แย้งกันว่า สภานิติบัญญัติแห่งชาติ หรือ สนช. ถอดถอนอดีตนักการเมืองได้หรือไม่ ก็ยังมีการลงรายละเอียดโครงการรับจำนำข้าวที่น่าสนใจอยู่ด้วย

ยิ่งลักษณ์ ยืนยันว่าโครงการรับจำนำข้าวก่อให้เกิดประโยชน์แก่ชาวนา และนำไปสู่การใช้จ่ายที่ต่อเนื่อง เป็นเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ

ทั้งนี้ มีการยกข้อมูลสำนักนโยบายเศรษฐกิจมหภาค กระทรวงการคลัง คำนวณว่าโครงการรับจำนำข้าวทำให้มีเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ 3 แสนกว่าล้านบาท คิดเป็นกว่า 2.7% ของขนาดเศรษฐกิจ

ส่วนเงินที่ใช้ไม่เกิน 5% ของงบประมาณแผ่นดิน โดยหนี้สาธารณะของประเทศยังอยู่ในระดับเพียง 45% ของขนาดเศรษฐกิจ ซึ่งต่ำกว่าเพดานที่กำหนดไว้ที่ 60% วินัยการคลังมีความเข้มแข็งและมั่นคง รายได้ของรัฐบาลยังคงเป็นไปตามเป้าหมาย

อีกฝ่าย วิชา กล่าวว่า โครงการรับจำนำข้าวเป็นนโยบายหาเสียงของพรรคเพื่อไทย โดยใช้กลยุทธ์ซื้อใจชาวนา ให้ราคาข้าวสูงกว่าท้องตลาดกว่าเท่าตัว จนมีข้าว 10 ล้านตัน ทำให้รัฐบาลกลายเป็นผู้ค้ารายใหญ่

จากการตรวจสอบพบว่ามีผู้ชักใยอยู่เบื้องหลัง เล่นแร่แปรธาตุ ทำกันเป็นกระบวนการ เป็นการทุจริตเชิงนโยบายที่จัดเจนที่สุด ขายข้าวให้พวกพ้องในราคาถูกเพื่อนำไปขายต่อในราคาแพงมหาศาล โดยอ้างว่าเป็นการขายแบบรัฐต่อรัฐ ซึ่งไม่เป็นความจริง

ป.ป.ช.ได้ทำหนังสือแจ้งเตือนไป 2 ครั้ง สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ได้ทำหนังสือเตือนไป 4 ครั้ง เพราะเป็นห่วงงบประมาณที่เสียหายอย่างไม่มีที่สิ้นสุด  แต่ผู้ถูกกล่าวหาและผู้เกี่ยวข้อง ยืนยันต้องทำต่อไป โดยระบุว่าเป็นนโยบายของรัฐบาลเลิกไม่ได้

นอกจากนั้น มีการอ้างว่าชาวนาจะได้ลืมตาอ้าปาก อ้างว่าได้ป้องกันเรื่องทุจริตด้วยการแต่งตั้งอนุกรรมการขึ้นมาหลายชุด แต่กระบวนการตรวจสอบเหล่านั้นเป็นเพียงเครื่องบังหน้า เป็นการกล่าวอ้างให้พ้นความรับผิด

ทุกฝ่ายก็ได้พูด ได้อธิบายทำหน้าที่กันไปแล้ว

และวันนี้ สนช.จะทำหน้าที่ของตัวเอง

เป็นการเลือกทางที่ถูกต้องให้บ้านเมือง