
ประเทศไทยของคนรุ่นใหม่ ตอนที่ 2
โดย ภาววิทย์ กลิ่นประทุม ที่ปรึกษาการลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน)
โดย...ภาววิทย์ กลิ่นประทุม ที่ปรึกษาการลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน)
เมืองไทยของเราวันนี้ก้าวเข้าสู่อินเตอร์คือตลาดเรากว้างขึ้นเป็น AEC วันนี้เวลาทำอะไรต้องมองลูกค้าจริงๆ คือ 600 ล้านคนทั้งAEC นั่นแหละโอกาสที่แท้จริง
เรื่องเล่าที่ผมค้างไว้คราวที่แล้วคือ เรื่องของ Demand/supply ความรู้ที่จำเป็นสูงสุดในทุกๆสาขาอาชีพ แต่แทบไม่มีใครเข้าใจมันจริงๆเลย ...คุณเชื่อไหม ใครเข้าใจ Demand/Supply ในทุกๆสิ่ง จะทำอะไรก็สำเร็จ ทำอะไรก็รุ่ง เรียกได้ว่า เข้าใจ Demand/Supply จะกลายเป็นคนเหนือดวง ...ไอ้ที่เอาวันเดือนปีไปดูดวงน่ะ เชื่อไหมแม่นน้อยกว่า Demand/Supply
เอ้าเริ่มเลย ..เราจะมาฝึกวิชา Demand/Supply ในประเทศไทยของฉัน ...มาดู Supply ก่อน ว่าในบ้านเรามี อาชีพอะไรที่มี Supply เยอะๆ คือ มีคนทำมาก จะเป็นอาชีพที่ไม่รวย ..เริ่มเลย นี่ไง เกษตรกร มีคนทำมาก Supply มาก จะไม่รวย ..แล้วที่เด็ดกว่านั้น คือ อาชีพที่มี Supply มาก จะเป็นอาชีพที่คนส่วนใหญ่ไม่รวย แต่ถ้าใครรวยจะผูกขาด เรียกได้ว่า พอใครรวยคนอื่นจะซวย เพราะ คนรวยในอาชีพที่มี Supply หรือ อาชีพที่คนทำมากๆ จะมีคู่แข่งเยอะ ...และโดยสรุป การแข่งขัน ย่อมมีผู้ชนะเหนือตลาด
คุณอยากรู้ไหมว่า การที่คนๆนึงจะก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำเหนือตลาด มันมีขั้นตอน มีวิธีการของมัน ...และหลังจากนั้นใครก็ตามที่ยึดตำแหน่งผู้นำในจุดนั้น ก็จะกินยาว ชีวิตสบายว่างั้นเถอะ ..แต่คนส่วนใหญ่อย่าว่าแต่คิดเลย เอาแค่ให้ตัวเอง มีข้าวกิน รอดไปวันๆ ยังยากเลย
เอางี้ เรามาดูกันว่า เด็กคนนึงที่เกิดมาในครอบครัวที่แตกต่างกัน ในประเทศไทย ทำไมถึงมีโอกาสที่แตกต่างกันมาก ..เราลองเทียบ ลูกชาวนา คนนึงในต่างจังหวัด เทียบกับ ลูกเศรษฐีคนนึงในเมือง
ลูกชาวนาเกิดมาในหมู่บ้านแห่งนึง ก็ไปโรงเรียน รู้จักกับเพื่อนในโรงเรียน มีชีวิตท่ามกลางสังคมเล็กๆของเขา ..ส่วนลูกคนในเมือง เกิดในเมืองใหญ่ ทุกอย่างดูตื่นตา ตึกตาอาคารบ้านเรือน แสงสี เทคโนโลยี บันเทิง เต็มรูปแบบ เด็กเมืองสมัยก่อนถูกเลี้ยงด้วยทีวี เด็กเมืองจะมีพ่อแม่ที่สองเป็นจอแก้ว แต่เด็กต่างจังหวัดจะมีวิถีที่ติดกับธรรมชาติ ...คนนึงเท้าติดดิน อีกคนเท้าติดคอนกรีต และนอนบนฟ้า เพราะอาศัยบนตึก ..ใช่ครับ !! ในสมัยก่อน วิถีชีวิตของคนทั้งสองครอบครัวนี้แทบไม่เคยมาบรรจบกัน ต่างคนต่างมีชีวิตคนละโลก ก็มีเวลาเดียวที่คนเหล่านี้จะมาเจอกัน ก็เมื่อมีวิกฤตทางการเมืองนั่นแหละ “พี่รอน้องที่งานชุมนุมนะ..อิ อิ”
สิ่งที่เปลี่ยนไป คือ เดี๋ยวนี้ เทคโนโลยีมือถือและคอมพิวเตอร์ ย่อให้โลกของทั้งหมดหลอมรวมกัน ..ในอนาคตความแตกต่างระหว่างเมืองกับชนบทจะหายไป เพราะเมืองเล็กๆ ในต่างจังหวัด จะดึงดูดคนจากชุมชนหมูบ้าน เข้าไปในเมืองนั้นๆ แล้วตัวเมืองในแต่ละจังหวัดก็จะค่อยๆ ขยาย ...ต่อไปประเทศไทยของเราจะมี กรุงเทพย่อยๆ อยู่ทุกจังหวัด จากปัจจุบันที่เมืองไทยคือ กรุงเทพ ต่อไปความเจริญจะค่อยๆ กระจายตัวไป
แน่นอน เศรษฐีจะเพิ่มขึ้น ...แต่คำถามคือ เมื่อทุกคนเห็นภาพการเติบโตที่ผมเล่า เราจะทำอย่างไร ให้เราได้โอกาสการขึ้นมาเป็น คนรวย เป็นผู้นำ เป็นสุดยอดในแต่ละจุดที่เราเลือกยืน ...นี่แหละ โจทย์ของผม ในฐานะ นักเขียนผู้พยายามถ่ายทอดมุมมองความรู้ และ การเอาชนะและสร้างจุดยืนของตัวเองในโลกยุคใหม่ จากการเข้าใจสังคมที่เปลี่ยนแปลง และ การเข้าใจตัวเอง เพื่อหาจุดยืนที่ดีที่สุดสำหรับตัวเรา
กลับมาเรื่อง Demand/Supply มันคือ โจทย์หลักที่เราต้องตอบเพื่อชัยชนะในจุดที่ยืน เพราะ อย่างที่เล่ามาคือ คนส่วนใหญ่รู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้น แต่ปัญหาคือ เขาไม่รู้ว่า การเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้น จะเป็นประโยชน์ต่อเขาอย่างไร
พูดง่ายๆ ว่า คนส่วนใหญ่ใช้ชีวิตแบบ “รอฟ้าฝน” ก็คือ รอว่า ชีวิตจะดีขึ้นจากการนั่งรอ แล้วก็พยายามทำหน้าที่ ตามที่สังคมมอบหมายให้กับเขา ถ้าพ่อเป็นชาวนา ลูกก็ควรเป็นชาวนาที่ตั้งใจทำนา ..เฮ้ย!! หมดยุคนั้นแล้ว ...คนคิดแบบนั้นเตรียมเป็นทาสของโลกยุคใหม่ได้เลย
ทาสของโลกยุคใหม่ ...หลายๆคน ฟังแล้ว งง ว่า เดี๋ยวนี้ ทาสคืออะไร ..ผมนิยามให้ฟังง่ายๆ ก็คือ คนที่ต้องทนทำงานที่ไม่ชอบ โดยยอมรับค่าจ้างที่น้อยนิด แล้วทนทำสิ่งนั้นชั่วชีวิต -- มีด้วยหรือ คนแบบนี้ ที่ต้องทำงานที่ไม่ชอบทั้งชีวิต เพื่อได้เงินน้อยนิด แล้วไม่มีอนาคต เพราะ คนเหล่านี้ตอนเกษียณต้องเครียดอีกเท่าตัว เพราะ ทั้งแก่ทั้งเงินไม่พอใช้ ..สุดท้ายก็ต้องกลับมาทำงาน คราวนี้งานที่ทำยิ่งไม่ชอบหนักกว่าเดิม เพราะ ตอนหนุ่มสาวทนทำงานที่ไม่ชอบ แต่ด้วยความที่ตัวเองยังหนุ่มสาว ก็ยังได้งานที่ไม่แย่นัก แต่พอแก่ตัว ทางเลือกน้อยลง คือ คนส่วนใหญ่ก็เป็นเหมือนๆกัน คือ แก่แล้วซวย ไม่มีตังค์ นี่ไง Supply ของแรงงานแบบนี้เยอะมาก ทำให้ต้องมาทำงานที่แย่ลงไปอีก
ถามจริงๆ เถอะ คนในแบบที่ผมเล่า มันมีอยู่เยอะมากๆ ในสังคมยุคใหม่ และ จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ...นี่แหละ ที่เขาเรียกว่า ทาสยุคใหม่ ...เพราะคนเหล่านี้ไม่รู้จักหลักของ Demand/Supply จึงปล่อยให้ตัวเองตกอยู่ในวังวนของการแข่งขันที่ไม่มีทางชนะ ...อยู่ในการแข่งกันเรียนให้เก่ง ..อยู่ในโลกของการแข่งกันเรียนให้สูง เรียนให้ได้หลายๆใบปริญญา ..แข่งกันสร้าง Resume..แข่งกันหางานในบริษัทดีๆ ทำ ...แข่งกันมีชีวิตที่ไฮโซ มีคอนโดหรู และ รถยนต์ราคาแพง
เอาเถอะ “ทาสยุคใหม่” ทนทำงานที่ไม่ได้ชอบ เพียงเพื่อรักษาหน้าตาและฐานะ เพื่อที่จะเหนื่อยยามแก่ตัว ..คราวหน้าเรามาคุยกันดีกว่า “เลิกทาสยุคใหม่” ทำอย่างไร ด้วย Demand/Supply ขั้นเทพ ..จัดไป !!







