
โอกาสที่เลือกได้
โครงการรับจำนำข้าวถือเป็นนโยบายประวัติศาสตร์ที่ต้องจดจำเอาไว้ให้นานๆ โดยเฉพาะจะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของบ้านเมือง
โดย...ณ กาฬ เลาหะวิไลย
โครงการรับจำนำข้าวถือเป็นนโยบายประวัติศาสตร์ที่ต้องจดจำเอาไว้ให้นานๆ โดยเฉพาะจะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของบ้านเมือง
อย่างที่บอกไว้แล้ว ถ้าโครงการรับจำนำข้าวจบลงแบบหยวนๆ ต่างคนต่างไป อนาคตของประเทศก็จะเป็นแบบหนึ่ง แต่หากจบลงแบบรู้ผิด รูู้ถูก ก็จะเป็นอีกแบบ
ใครทำหน้าที่ตัดสินใจ ก็โปรดพิจารณาให้จงดี โดยเฉพาะมีข้อมูลที่หลากหลายยกขึ้นมาหักล้างกันตลอด
แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือข้อมูลจากหน่วยราชการไม่ใช่จากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งที่เกี่ยวข้อง
อาทิ กระทรวงพาณิชย์ประกาศจะระบายข้าวในสต๊อกที่คงค้างคือ 17.8 ล้านตัน ให้หมดภายใน 2 ปี
นั่นคือปริมาณข้าวมหาศาลที่สุดเท่าที่เคยมีมา เป็นภาระ เป็นต้นทุนที่เกิดจากโครงการรับจำนำข้าว
และสิ่งที่น่าสนใจอีกก็คือสต๊อกข้าวที่จะระบายในปีนี้อยู่ที่ระดับ 10 ล้านตัน ประกอบด้วย ข้าวคุณภาพดี 6 ล้านตัน และข้าวเสื่อมคุณภาพ 4 ล้านตัน
หมายความว่า ข้าวที่จำนำมาเก็บเอาไว้ คุณภาพมีปัญหาอย่างชัดเจน โดยเหลือของดีแค่ 60% ส่วนที่เหลือเสื่อมคุณภาพ
และปีหน้าข้าวที่จะขายอีก 7.8 ล้านตัน ก็น่าติดตามอย่างยิ่งว่าข้าวคุณภาพดีจะลดน้อยถอยลงตามระยะเวลาที่ฝากเก็บด้วยขนาดไหน
นอกเหนือจากปัญหาคุณภาพข้าวที่เสื่อมถอย กระทรวงพาณิชย์ยังไปแจ้งความกับกองปราบให้ดำเนินคดีกับคู่สัญญาในโครงการรับจำนำข้าว ในความผิดฐานลักทรัพย์ ยักยอกทรัพย์ และข้อหาฉ้อโกง
สาเหตุเนื่องจากมีการนำข้าวซึ่งไม่ได้คุณภาพตามมาตรฐานที่กระทรวงพาณิชย์กำหนดไว้มาเข้าโครงการ รวม 51 จังหวัด 652 โกดังกลาง เป็นปริมาณข้าวรวม 3.6 ล้านตัน คิดเป็นมูลค่าความเสียหายประมาณ 6.5 หมื่นล้านบาท
กระทรวงพาณิชย์แจ้งความให้ดำเนินคดีกับผู้เกี่ยวข้องทั้งฝ่ายการเมือง ข้าราชการ และเอกชน
ข้อมูลเหล่านี้คือการสำแดงภาระที่เกิดขึ้นจากโครงการรับจำนำข้าว เป็นสิ่งที่ตอบได้ว่า โครงการที่เกิดขึ้นแท้ที่จริงแล้วสร้างประโยชน์ หรือผลเสียหายกันแน่
พิจารณาทบทวนกันให้ดี ต้องการให้บ้านเมืองไปทางไหน
โอกาสที่จะเริ่มต้นแก้สิ่งที่ผิด หรือซุกทุกอย่างไว้ใต้พรมตามเดิม
อยู่ที่การตัดสินใจในช่วงไม่กี่วันนี้เอง







