
ถึงเวลาเลิกอัยการศึก
การเมืองนับจากนี้ไปต้องจับตาไปที่การประชุมคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญ
โดย...ไพบูลย์ กระจ่างวุฒิชัย
การเมืองนับจากนี้ไปต้องจับตาไปที่การประชุมคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญ เนื่องในวันนี้คือ วันที่ 12 ม.ค.ไปจนถึงช่วงกลางเดือน เม.ย. จะเข้าสู่การทยอยพิจารณาเป็นรายมาตราตั้งแต่มาตราแรกจนถึงมาตราสุดท้าย
โครงสร้างใหญ่ของรัฐธรรมนูญนั้นทางคณะ กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญได้ออกแบบเอาไว้เป็น 4 ภาค ประกอบด้วย 1.พระมหากษัตริย์และประชาชน 2.ผู้นำที่ดีและสถาบันการเมือง 3.ศาล นิติธรรมและกระบวนการยุติธรรม และ 4.การปฏิรูปและการสร้างความปรองดอง โดยตั้งความหวังว่าจะนำไปสู่การปฏิรูปประเทศได้อย่างแท้จริงและเป็นรูปธรรม
ขณะเดียวกัน ยังได้กำหนดกระบวนการในการได้มาซึ่งผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองระดับสูงใหม่ทั้งหมด เช่น การให้นายกรัฐมนตรีไม่จำเป็นต้องเป็น สส.ไปจนถึงการนำรูปแบบการ
เลือกตั้ง สส.ของประเทศเยอรมนีมาใช้ เพื่อป้องกันไม่ให้พรรคการเมืองพรรคใดพรรคหนึ่งมีเสียงข้างมากแบบเบ็ดเสร็จ
แน่นอนว่าตลอดเส้นทางระหว่างการทำงานใหญ่ของคณะ กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ ย่อมต้องถูกเพ่งเล็งว่าจะทำงานเพื่อเอื้อประโยชน์กับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหรือไม่ แม้คณะ กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ จะแก้ไขปัญหาเบื้องต้นด้วยการเปิดโอกาสให้สื่อมวลชนได้ร่วมเข้าฟังการประชุม เพื่อแสดงความโปร่งใส แต่ในทางปฏิบัติแล้วจะให้เป็นหน้าที่ของคณะ กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญฝ่ายเดียวไม่ได้ เพราะรัฐบาลและคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จะต้องยื่นมือเข้ามาช่วยอีกแรง
ในที่นี้หมายความว่าควรทบทวนถึงความเป็นไปได้ในการยกเลิกการบังคับใช้กฎอัยการศึก
ทุบโต๊ะไว้ได้เลยว่าตราบใดที่ คสช.ยังไม่ยอมยกเลิกกฎอัยการศึก เพื่อเปิดทางให้ประชาชนที่มีความคิดเห็นที่แตกต่างกันได้แสดงความคิดเห็นต่อการปฏิรูปประเทศได้อย่างเต็มที่และอิสระ ย่อมไม่มีทางที่รัฐธรรมนูญฉบับใหม่และการปฏิรูปประเทศจะนำมาซึ่งความปรองดองได้







