
“หุ้นไทย-ปีแพะ”...จาก “ความหวัง” สู่ “ความจริง”
โดย สมิทธ์ พนมยงค์ กรรมการผู้อำนวยการ บลจ.ไทยพาณิชย์ สวัสดีปีใหม่ 2558 ครับ หลังจาก “ตลาดหุ้นไทยในปี 2557 วิ่งทะยานมาด้วย “ความเชื่อมั่น” เป็นสำคัญ บนความคาดหวังที่มีต่อการเปลี่ยนแปลงที่มีขึ้นที่เคยทำให้เศรษฐกิจของประเทศในช่วงครึ่งแรกของปี 57 ไม่เติบโตไปไหน เป็น “ความคาดหวัง”ที่มากับรัฐบาลใหม่ที่มีอำนาจเบ็ดเสร็จว่าจะมาจัดการปัญหาและวางรากฐานที่จำเป็นสำหรับประเทศในระยะยาว ความเชื่อมั่นดังกล่าวผลักดันให้ตลาดหุ้นไทยปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่องนับจนถึงปัจจุบันแล้วกว่า 16% ถือเป็นหนึ่งในตลาดหุ้นที่ให้ผลตอบแทนที่ดีมากสุดของโลกในปีนี้เลยทีเดียว มาถึงวันนี้เมื่อมองไปข้างหน้าในปี 2558 เราคงต้องติดตามดูว่าสิ่งที่เป็นความคาดหวังต่างๆ นั้นในปี 57 นั้น ไม่ว่าจะเป็นนโยบายการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ การปฏิรูปพลังงาน การปฏิรูปการเมืองและกฎหมายต่างๆ เหล่านี้ จะนำมาสู่การปฏิบัติตามแผนได้หรือไม่ และมากน้อยแค่ไหน ซึ่งหมายถึงตลาดหุ้นไทยจะวิ่งไปบน“พื้นฐานที่เป็นจริง”มากขึ
โดย สมิทธ์ พนมยงค์ กรรมการผู้อำนวยการ บลจ.ไทยพาณิชย์
สวัสดีปีใหม่ 2558 ครับ หลังจาก “ตลาดหุ้นไทยในปี 2557 วิ่งทะยานมาด้วย “ความเชื่อมั่น” เป็นสำคัญ บนความคาดหวังที่มีต่อการเปลี่ยนแปลงที่มีขึ้นที่เคยทำให้เศรษฐกิจของประเทศในช่วงครึ่งแรกของปี 57 ไม่เติบโตไปไหน เป็น “ความคาดหวัง”ที่มากับรัฐบาลใหม่ที่มีอำนาจเบ็ดเสร็จว่าจะมาจัดการปัญหาและวางรากฐานที่จำเป็นสำหรับประเทศในระยะยาว
ความเชื่อมั่นดังกล่าวผลักดันให้ตลาดหุ้นไทยปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่องนับจนถึงปัจจุบันแล้วกว่า 16% ถือเป็นหนึ่งในตลาดหุ้นที่ให้ผลตอบแทนที่ดีมากสุดของโลกในปีนี้เลยทีเดียว มาถึงวันนี้เมื่อมองไปข้างหน้าในปี 2558 เราคงต้องติดตามดูว่าสิ่งที่เป็นความคาดหวังต่างๆ นั้นในปี 57 นั้น ไม่ว่าจะเป็นนโยบายการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ การปฏิรูปพลังงาน การปฏิรูปการเมืองและกฎหมายต่างๆ เหล่านี้ จะนำมาสู่การปฏิบัติตามแผนได้หรือไม่ และมากน้อยแค่ไหน ซึ่งหมายถึงตลาดหุ้นไทยจะวิ่งไปบน“พื้นฐานที่เป็นจริง”มากขึ้น
ปี 2557 นับเป็นปีที่ร้อนแรงของตลาดหุ้นไทยแม้จะมาแผ่วปลายหลังเจอพิษราคาน้ำมันโลกปรับตัวลงอย่างต่อเนื่อง กดตลาดหุ้นไทยปรับตัวลงตามไปด้วย อย่างไรก็ตาม ผลตอบแทนของตลาดหุ้นไทยก็ยังบวกอยู่กว่า 16% ด้วยแรงหนุนจากเงินลงทุนกองทุนประหยัดภาษีทั้งกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) และกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) ที่ไหลเข้ามาลงทุนในช่วงโค้งสุดท้ายของปี อีกประมาณ 20,000 ล้าน ประกอบกับแรงขายของนักลงทุนต่างชาติที่ลดลงด้วย น่าจะทำให้ตลาดหุ้นสามารถประคองตัวปิดยืนในระดับประมาณ 1,500 จุด "ได้ไม่ยากนัก”
ปัจจุบัน“ตลาดหุ้นไทย” ข้ามไปซื้อขายบนความคาดหวังของปีหน้าแล้ว ณ ระดับหุ้น 1,500 จุด นั้น คิดอยู่บนอัตราส่วนราคาต่อกำไรสุทธิ (P/E) ปี 2558 ที่ 13.5 เท่า และการเติบโตของกำไรบริษัทจดทะเบียนที่ 15% โดยตลาดหุ้นไทยในปัจจุบันได้สะท้อนถึงความกังวลเรื่องเศรษฐกิจโลกระยะสั้นจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวลดลงและข่าวลือภายในประเทศไปพอสมควรแล้ว เมื่อมองตลาดหุ้นไทยในช่วงครึ่งแรกปี 2558 ยังมีแนวโน้ม “ทยอยปรับตัวขึ้น” ต่อเนื่องไปสู่เป้าหมายระดับ 1,610 จุด ที่ P/E ปี 2558 ที่ 14.5 เท่า และอัตราการเติบโตของกำไรสุทธิที่ 15%
โดยมี“ปัจจัยบวก" ที่สำคัญจากการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจหลังหลายนโยบายที่ภาครัฐทำไปในช่วงที่ผ่านมาจะเริ่มเห็นผล ข่าวดีจากการที่รัฐบาลเริ่มเปิดประมูลโครงการโครงสร้างพื้นฐาน การลงทุนภาครัฐและเอกชน ผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนที่จะปรับตัวดีขึ้น และฤดูกาลประกาศจ่ายปันผลในช่วงปลายไตรมาสที่1 ตลอดจนการเตรียมความพร้อมในการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) เหล่านี้จะเป็นปัจจัยบวกและแรงส่งให้ตลาดหุ้นไทยในช่วงครึ่งแรกของปี2558 ปรับตัวขึ้นได้อย่างต่อเนื่อง ในขณะที่ “ปัจจัยลบ” ที่เป็นความเสี่ยงสำคัญในประเทศเองนั้นยังคงประเด็นในเรื่องการเมืองในประเทศเป็นสำคัญ
นอกจากนี้มองไปยังต่างประเทศปัจจัยบวกที่สนับสนุนให้ตลาดหุ้นไทยยังปรับตัวขึ้นได้ในช่วงครึ่งแรกของปี 2558 ก็ยังมี ไม่ว่าจะเป็นการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกทั้งที่ฟื้นตัวได้ด้วยตัวเองและจากการใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเช่นที่สหรัฐทำจนสามารถฟื้นเศรษฐกิจขึ้นมาได้ ไม่เพียงแต่สหรัฐประเทศเศรษฐกิจหลักที่สำคัญของโลกเองไม่ว่าจะยุโรปหรือญี่ปุ่นหรือแม้แต่จีนเองก็ยังใช้มาตรการผ่อนคลายทางการเงิน การใช้นโยบายดอกเบี้ยต่ำ ยังคงทำให้สภาพคล่องในภาพรวมของโลกยังค่อนข้างสูงและเป็นปัจจัยบวกต่อตลาดหุ้นโดยภาพรวม ไม่เพียงเท่านี้นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของจีนยังจะทำให้เอเชียทั้งภูมิภาคโดยรวมดูน่าสนใจมากขึ้นอีกครั้งด้วยเช่นกัน
อย่างไรก็ตาม “ปัจจัยลบในต่างประเทศ” ก็มีเช่นกัน ซึ่งเป็นเหรียญอีกด้านของการใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่สำคัญของกลุ่มประเทศหลัก ทั้ง ยุโรป ญี่ปุ่น และจีนเอง หากไม่สามารถฟื้นเศรษฐกิจได้ดีตามที่คาดก็อาจจะเป็นผลกระทบในเชิงลบที่ย้อนกลับมาได้เช่นกัน รวมถึงการปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายของสหรัฐหลังจากที่เศรษฐกิจสหรัฐมีสัญญาณฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง ตลอดจนความเสี่ยงทางการเมืองระหว่างประเทศ และความเสี่ยงเรื่องเครดิตและการผิดนัดชำระหนี้ (Default) ของตราสารหนี้กลุ่มประเทศที่พึ่งพาการส่งออกน้ำมัน เช่น เวเนซูเอล่า และรัสเซีย
นี่อาจทำให้มุมมองของนักลงทุนที่มีต่อตลาดเกิดใหม่ในภาพรวมมองว่าความเสี่ยงของตลาดเกิดใหม่มีมากขึ้น ซึ่งอาจจะทำให้เกิดการปรับลดน้ำหนักการลงทุนในตลาดเกิดใหม่โดยภาพรวมลงได้ อย่างไรก็ตามตลาดประเมินว่าความเสี่ยงดังกล่าวน่าจะเป็นเพียงความเสี่ยงเฉพาะประเทศและจำกัดในวงแคบที่ไม่ได้ส่งผลกระทบในวงกว้างลุกลามแต่ประการใด และผลกระทบที่จะมาถึงไทยก็ค่อนข้างจำกัดเช่นกัน แต่ปัจจัยดังกล่าวอาจจะส่งผลกระทบต่อความรู้สึกและบรรยากาศการลงทุนในระยะสั้นได้
สิ่งที่สำคัญของการลงทุนใน “หุ้น” คือ การลงทุนใน “ระยะยาว” แม้การลงทุนในหุ้นใน “ระยะสั้น” อาจจะดูมีความผันผวนค่อนข้างมาก แต่ถ้ายืดระยะเวลาการลงทุนในหุ้นออกไปได้ ผลตอบแทนในระยะยาวของการลงทุนในหุ้นพิสูจน์แล้วว่าดีกว่าการลงทุนประเภทอื่นโดยเปรียบเทียบชัดเจน







