
ต่างประเทศทำให้ตลาดเผชิญความผันผวนรอบใหม่ในเดือนนี้
โดย...จิตรา อมรธรรม รองกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ฟินันเซียไซรัส [email protected]
โดย...จิตรา อมรธรรม รองกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ฟินันเซียไซรัส [email protected]
เดือนมกราคมเป็นเดือนที่ผันผวนที่สุดในช่วงครึ่งปีแรก โดยในรอบ 4 ปีที่ผ่านมา SET เดือนมกราคมมีกรอบแกว่งประมาณ 90-100 จุด นอกเหนือจากแรงขายของ LTF ที่ครบกำหนดซึ่งเป็นความเสี่ยงระยะสั้นแล้ว ปัจจัยต่างประเทศในยุโรป (กรีซและรัสเซีย) อาจเพิ่มความเสี่ยงให้กับตลาดหุ้นได้อีก อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจโลกโดยรวมในปีนี้อยู่ในเกณฑ์ฟื้นตัวดีขึ้นกว่าปีก่อน ขับเคลื่อนโดยสหรัฐฯ โดย QE ที่จะเพิ่มขึ้นจากยูโรโซน ญี่ปุ่น และจีน รวมถึงราคาน้ำมันที่อยู่ในระดับต่ำ เป็นปัจจัยสนับสนุน แม้ว่าเราจะปรับกำไรของตลาดลงเหลือโตเพียง 2.1% ในปี 2557 และเติบโต 14.7% ในปี 2558 ตามกำไรของกลุ่มพลังงานและปิโตรเคมีที่ลดลง ทำให้ SET Target สิ้นปีนี้ลดลงเป็น 1,680 จุดจากเดิม 1,700 จุด เน้นกลุ่มที่ได้ประโยชน์จากการลงทุนภาครัฐและการปรับลงของราคาน้ำมัน ได้แก่กลุ่มธนาคาร รับเหมาก่อสร้าง และกลุ่มไอซีที
เศรษฐกิจโลกปี 2558 ฟื้นตัวแตกต่างกัน นโยบายการเงินต่างกัน
ภาพรวมของเศรษฐกิจโลกปี 2558 มีแนวโน้มฟื้นตัวดีขึ้นจากปีที่ผ่านมา โดยมีสหรัฐฯ (มีมูลค่า GDP 17 ล้านล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐ หรือ 22% ของโลก) เป็นตัวหลักขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลก ขณะที่เศรษฐกิจของยูโรโซน จีน และญี่ปุ่นชะลอ การฟื้นตัวที่แตกต่างกันส่งผลให้การดำเนินนโยบายการเงินของแต่ละประเทศแตกต่างกัน ในขณะที่สหรัฐฯ เริ่มผ่อนคลายทางการเงินน้อยลงและกำลังจะปรับอัตราดอกเบี้ยขึ้น (เราคาด Fed ขึ้นดอกเบี้ยครึ่งหลังของปีนี้) แต่ประเทศในยูโรโซน จีน และญี่ปุ่นกลับต้องเพิ่ม QE หรือลดดอกเบี้ยเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ค่าเงินดอลลาร์ที่แข็งค่า 11% ในปีก่อน มีแนวโน้มแข็งค่าต่อเนื่องในปีนี้ ขณะที่ค่าเงินสกุลอื่นรวมถึงเงินบาทจะผันผวนสูงไปในทิศทางอ่อนค่า เราคาดค่าเงินบาทสิ้นปี 2558 ที่ 34.50 บาท/ดอลลาร์ อย่างไรก็ตาม ปัจจัยบวกที่หนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกในปีนี้ นอกจาก QE (ของยูโรโซน จีน และญี่ปุ่น) คือราคาน้ำมันที่ปรับตัวลงและอัตราเงินเฟ้อที่ต่ำ (ส่งผลดีต่อต้นทุนการผลิตและการบริโภค)
คาดราคาน้ำมันต่ำสุดในไตรมาสแรกและฟื้นในครึ่งปีหลัง
เราปรับสมมติฐานราคาน้ำมันดิบในปีนี้ลงเป็น US$70 ต่อบาร์เรล เราเชื่อว่าราคาน้ำมันมี downside ต่ำ แต่ Demand ที่อ่อนแอทำให้ราคาน้ำมันยังไม่กลับตัวอย่างรวดเร็ว นักวิเคราะห์กลุ่มพลังงานของเราคาดว่า downside ของราคาน้ำมันดิบน่าจะอยู่ที่ US$50 ต่อบาร์เรล ซึ่งเป็นระดับเดียวกับต้นทุนการผลิต Shale oil ของสหรัฐฯ และคาดการฟื้นตัวของราคาน้ำมันน่าจะอยู่ในช่วงครึ่งปีหลัง เราปรับกำไรปกติของกลุ่มพลังงานลง 13.7% และ 21.1% ในปี 2557-58 ตามลำดับ เป็นหดตัว 14% ในปี 2557 และทรงตัว +0.6% ในปี 2558 ราคาหุ้นกลุ่มพลังงานน่าจะ underperform ตลาดต่อไปในครึ่งปีแรก จึงยังไม่ต้องรีบร้อนซื้อเพิ่ม
เศรษฐกิจไทยปีนี้ขับเคลื่อนด้วยการลงทุน
เราคาด GDP ปี 2557 ขยายตัวเพียง 0.6% และฟื้นตัว 4.3% ในปีนี้ ขับเคลื่อนด้วยการลงทุนทั้งภาครัฐและภาคเอกชน และการบริโภคของเอกชน ส่วนส่งออกแม้จะฟื้นตัวแต่ยังไม่ปกติ ส่วนการท่องเที่ยว เชื่อว่ารายได้จากการท่องเที่ยวยังเติบโตได้แต่ยอมรับว่าต่ำกว่าที่ควรจะเป็น เพราะถูกกระทบจากเศรษฐกิจของรัสเซียที่ชะลอ
ปรับ SET Target สิ้นปี 2015 ลงเป็น 1,680 จุด
หลังปรับกำไรปกติของกลุ่มพลังงานและปิโตรเคมีลง ทำให้กำไรจากการดำเนินงานปกติของทั้งตลาดปีก่อนน่าจะโตเพียง 2.1% (เดิมคาด +3.7%) และปี 2558 เติบโต 14.7% (เดิมคาด +18.2%) เราจึงปรับ SET Target สิ้นปี 2558 ลงเป็น 1,680 จุด อิง PE 16 เท่า เน้นกลุ่มที่ได้ประโยชน์จากการลงทุนและการปรับลงของราคาน้ำมัน ได้แก่กลุ่มธนาคาร (สินเชื่อเติบโต 10% ดีกว่าปีนี้ที่คาดโต 4%) รับเหมาก่อสร้าง (งานประมูลขนาดใหญ่จากภาครัฐมากขึ้น) และกลุ่มไอซีที (ประมูลใบอนุญาต 4G ปีนี้)
เลี่ยงกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับส่งออกและเสียประโยชน์จากการลดลงของราคาน้ำมัน เช่นกลุ่มอิเล็กทรอนิคส์ เกษตรและอาหาร พลังงานและปิโตรเคมี (โดยเฉพาะในครึ่งปีแรก) ส่วนกลุ่มท่องเที่ยว เลือกเป็นรายตัว เฉพาะหุ้นที่มีการกระจายความเสี่ยงของรายได้เช่น MINT และ AAV ส่วนกลุ่มที่อยู่อาศัย เราชอบน้อยกว่าปีนี้เพราะอัตราการเติบโตที่ชะลอจากปีนี้ แต่เลือกลงทุนได้ ยังชอบ PS และ QH







