posttoday
ตลาดหุ้นญี่ปุ่นยังน่าสนใจหรือไม่?

ตลาดหุ้นญี่ปุ่นยังน่าสนใจหรือไม่?

30 ธันวาคม 2557

โดย ดร.วิน อุดมรัชตวนิชย์ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บลจ.วรรณ[email protected]

โดย ดร.วิน อุดมรัชตวนิชย์
ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บลจ.วรรณ
[email protected]

สวัสดีครับ ในช่วงเดือน ธ.ค. 57 ที่ผ่านมา นายชินโสะ อาเบะได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งนายกรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 14 ธ.ค. 57 หลังประกาศยุบสภาฯ ไปเมื่อวันที่ 21 พ.ย. 57 ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นการยุบสภาก่อนหมดวาระถึง 2 ปี

ผมมองว่าการที่พรรคเสรีประชาธิปไตย (LDP) ซึ่งนำโดยนายชินโสะ อาเบะได้รับเสียงข้างมากและเมื่อรวมกับพรรคร่วมรัฐบาล KOMEITO แล้วทำให้คะแนนเสียงมากกว่า 2 ใน 3 ของสภาล่างนั้นจะส่งผลดีต่อภาพรวมของญี่ปุ่นทั้งหมดในระยะถัดไปเนื่องจากจะทำให้รัฐบาลที่เข้ามาบริหารประเทศของคณะรัฐมนตรีชุดใหม่สามารถดำเนินนโยบายการแก้ไขเศรษฐกิจได้อย่างต่อเนื่องและสานต่อนโยบายการปฏิรูปเศรษฐกิจต่างๆ ได้อย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น หลังจากที่เศรษฐกิจญี่ปุ่นเริ่มสามารถทรงตัวได้ในระดับหนึ่งหลังจีดีพีญี่ปุ่นหดตัวติดต่อกันมา 2 ไตรมาส โดยเฉพาะการสานต่อในเรื่องการผลักดันนโยบายเศรษฐกิจต่างๆ และการเพิ่มความสามารถและรายได้ของบริษัทจดทะเบียนในญี่ปุ่นเพื่อให้สามารถแข่งขันได้กับบริษัทต่างๆ ทั่วโลกด้วยนโยบาย “อาเบะโนมิกส์” ผ่านลูกศร 3 ดอก โดยเฉพาะดอกที่ 3 ในเรื่องการปฏิรูป
เศรษฐกิจเชิงโครงสร้างหลังจากที่ได้ประกาศแผนยุทธศาสตร์การฟื้นฟูเศรษฐกิจในปี 2557 ซึ่งน่าจะผลักดันให้เศรษฐกิจของญี่ปุ่นพลิกกลับมาขยายตัวได้อีกครั้งและผลักดันให้ตลาดหุ้นญี่ปุ่นยังคงมีความน่าสนใจในระยะถัดไป

โดยเหตุผลสำคัญที่น่าสนใจสำหรับลูกศรดอกที่ 3 ที่ตลาดคาดหวังกันค่อนข้างมาก เนื่องจากนโยบายลูกศรดอกที่ 3 เป็นการมุ่งเน้นการเพิ่มรายได้ให้แก่บริษัทญี่ปุ่นจากความพยายามในการลดต้นทุนการผลิตและต้นทุนการดำเนินธุรกิจของบริษัทญี่ปุ่นให้ปรับลดลง และการสร้างความสามารถในการแข่งขันของสินค้าให้มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นในระยะยาวอย่างมีเสถียรภาพ ทั้งในเรื่องการเพิ่มบทบาทของแรงงานหญิง การลดความเข้มงวดในตลาดแรงงานต่างชาติเพื่อแก้ไขปัญหาการขาดแคลนแรงงาน การปฏิรูปกฎระเบียบต่างๆ ที่ไม่เอื้อต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของญี่ปุ่น รวมทั้งการเร่งสร้างเขตการค้าพิเศษในเมืองต่างๆ ในนามของ TPP กับทางสหรัฐอเมริกา ซึ่งคาดว่าการเข้าร่วม TPP นี้จะเป็นรูปธรรมมากขึ้นในช่วงกลางปี 2558 หลังจากที่ชะลอจากปีนี้เนื่องจากสหรัฐอเมริกามีการเลือกตั้งกลางเทอมในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งหากนโยบายดังกล่าวได้รับการผลักดันสำเร็จแล้วนั้นจะเป็นการสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนให้แก่เศรษฐกิจ ซึ่งจะสนับสนุนต่อการลงทุนในหุ้นญี่ปุ่นได้อย่างมีนัยสำคัญในระยะยาวและทำให้เพิ่มความน่าสนใจของการลงทุนในบริษัทจดทะเบียนในญี่ปุ่นจากนโยบายนี้อย่างมีนัยสำคัญ

นอกจากนี้ การดำรงตำแหน่งอีกวาระของนายชินโสะ อาเบะ ที่น่าสนใจ ได้แก่ การผลักดันให้การดำเนินนโยบายการเงินเชิงปริมาณแบบผ่อนคลาย (QE) ของธนาคารกลางญี่ปุ่น หลังจากที่ธนาคารกลางญี่ปุ่นได้ผ่อนคลายนโยบายการเงินเพิ่มเติมไปแล้วในการประชุม BOJ ช่วงเดือน ต.ค. 57 ที่ผ่านมา โดยการเพิ่มวงเงินในการเข้าซื้อพันธบัตรรัฐบาล การเพิ่มวงเงินในโครงการซื้อกองทุน ETF และกองทุนเพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ (REIT) ขึ้นอีก 3 เท่า เพื่ออัดฉีดสภาพคล่องเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจและผลักดันให้อัตราเงินเฟ้อปรับตัวเพิ่มขึ้น 2% ตามเป้าหมายที่ได้วางไว้ ทำให้ตลาดหุ้นญี่ปุ่นยังมีโอกาสปรับตัวเพิ่มขึ้นจากแรงผลักดันสภาพคล่องทางการเงินเข้าสู่ระบบตลาดทุนอยู่ในระดับสูงถัดจากนี้ โดยปัจจุบันตลาดคาดว่า BOJ มีแนวโน้มที่จะผ่อนคลายสภาพคล่องเพิ่มเติมอีกครั้งในช่วงเดือน ต.ค. ปีหน้า รวมทั้งการผ่อนคลาย QE เพิ่มเติมนั้นยังส่งผลให้ทิศทางค่าเงินเยนอ่อนค่าลง ซึ่งจะสนับสนุนการส่งออกของญี่ปุ่นให้มีความสามารถในการแข่งขันที่มากขึ้นจากราคาสินค้าที่มีราคาปรับลดลงโดยเปรียบเทียบและสามารถเพิ่มรายได้ให้แก่บริษัทในญี่ปุ่นในระยะถัดไป
อีกหนึ่งแนวทางที่ส่งผลดีต่อบริษัทในญี่ปุ่นภายใต้การนำของนายชินโสะ อาเบะ ได้แก่ การพิจารณาลดอัตราภาษีรายได้นิติบุคคลลงในปีงบประมาณ 2558 จากปัจจุบันที่ระดับ 35% ซึ่งทางการญี่ปุ่นมีแนวโน้มปรับลดอัตราภาษีฯ ลง 2.5% ในปีหน้า และมีแนวโน้มปรับลดลงต่ำกว่า 30% ภายในเวลา 5 ปี รวมทั้งการสานต่อเม็ดเงินลงทุนที่นอกเหนืองบประมาณประจำปีภายใต้วงเงิน 3 ล้านล้านเยนสำหรับปีงบประมาณ 2014 ถึงเดือน มี.ค. 2015 และการเร่งผลักดันรอบปีงบประมาณ 2015 ให้เสร็จเรียบร้อยภายในเดือน ม.ค. 2015 รวมทั้งการกระตุ้นให้บริษัทต่างๆ ปรับเพิ่มขึ้นเงินเดือนพนักงานและปรับงบลงทุนให้มากขึ้นก็คาดว่าจะสามารถกระตุ้นกำลังซื้อของประชาชนในประเทศให้ปรับเพิ่มขึ้นและสนับสนุนต่อการฟื้นตัวของการบริโภคการลงทุนของภาคเอกชนให้กลับมาสู่ระดับปกติ ซึ่งจะส่งผลบวกต่อเศรษฐกิจและตลาดหุ้นของญี่ปุ่นในท้ายที่สุด

ขณะที่ ในส่วนของตลาดหุ้นญี่ปุ่นเอง ผมมองว่าจะได้รับอานิสงส์โดยตรงจากทั้งนักลงทุนสถาบันและรายย่อยเพิ่มเติมจากนโยบายการสนับสนุนของภาครัฐทั้งแนวทางการขยายสัดส่วนการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงของกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการญี่ปุ่น (GPIF) จาก 12% เป็น 25% ซึ่งปัจจุบันกองทุนฯ มีสินทรัพย์สูงสุดในโลกด้วยมูลค่ากว่า 1.1 ล้านล้านเยน และการยกเว้นภาษีกำไรให้ผู้ลงทุนรายย่อยในญี่ปุ่นผ่านโครงสร้าง Individual Saving Account (NISA) ซึ่งที่ผ่านมาจะเห็นได้ว่านักลงทุนรายย่อยก็เริ่มให้ความสนใจกับตลาดหุ้นญี่ปุ่นมากขึ้นเมื่อเทียบกับอดีตที่ผ่านมาเช่นกัน

นอกจากนี้ อีกหนึ่งความน่าสนใจของตลาดหุ้นญี่ปุ่น ได้แก่ มูลค่าหุ้นที่ยังมีโอกาสเติบโตได้ต่อจากรายได้บริษัทจดทะเบียนที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นหลังค่าเงินเยนมีทิศทางที่อ่อนค่าลงจากปัจจัยที่กล่าวข้างต้นประกอบกับราคาน้ำมันที่ปรับลดลง ซึ่งสนับสนุนให้ต้นทุนการผลิตปรับตัวลดลงและเป็นปัจจัยที่ผลักดันให้รายได้บริษัทฯ มีแนวโน้มปรับตัวเพิ่มขึ้น ซึ่งจะทำให้ระดับราคาหุ้นต่อกำไร (PE) มีแนวโน้มปรับลดลงจากปัจจุบัน รวมทั้งผลักดันให้ผลตอบแทนส่วนของผู้ถือหุ้น (ROE) ปรับตัวขึ้นตาม ทำให้การลงทุนในตลาดหุ้นญี่ปุ่นยังสามารถดึงดูดความน่าสนใจของนักลงทุนได้

จากปัจจัยบวกข้างต้นทำให้ผมมองว่าดัชนี NIKKEI225 ยังคงมี Upside gain และมีโอกาสปรับตัวขึ้นแตะระดับ 19,250 จุดได้ในกลางปี 2015 แต่อาจมีความผันผวนบ้างระหว่างทางไปตามกระแสข่าวและความเคลื่อนไหวของนโยบายต่างๆ ดังนั้นผมจึงแนะนำว่าหากนักลงทุนที่สนใจการลงทุนในตลาดหุ้นญี่ปุ่นควรลงทุนตามจังหวะและการปรับตัวของดัชนีฯ เป็นหลัก เพื่อให้การลงทุนในตลาดหุ้นญี่ปุ่นสามารถสร้างผลตอบแทนในช่วงที่ตลาดแกว่งตัวได้ครับ ซึ่ง บลจ.วรรณ เห็นว่าในช่วงต้นปีเป็นจังหวะเหมาะที่จะลงทุนในหุ้นญี่ปุ่นจึงจะเสนอขายกองทุนเปิด วรรณ เจแปน 5 ฟันด์ (ONE-JP5) เพื่อสร้างผลตอบแทนเป้าหมาย 5% ในระยะเวลา 5 เดือน หากนักลงทุนสนใจการลงทุนในตลาดหุ้นญี่ปุ่นสามารถติดต่อสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ฝ่ายบริการลูกค้าและสนับสนุนธุรกิจที่หมายเลข 02-659-8888 ต่อ 1 ครับ

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท