
ปีแห่งความว่างเปล่า
คงทำอะไรไม่ได้แล้ว สำหรับสถานการณ์เศรษฐกิจปีนี้ ที่กำลังจะหมดเวลาทำงานในอีกไม่กี่วันข้างหน้า
โดย...ณ กาฬ เลาหะวิไลย
คงทำอะไรไม่ได้แล้ว สำหรับสถานการณ์เศรษฐกิจปีนี้ ที่กำลังจะหมดเวลาทำงานในอีกไม่กี่วันข้างหน้า
คงต้องยอมรับว่า ปีนี้ทุกอย่างไม่เป็นใจนับตั้งแต่เงื่อนไขทางการเมืองที่ไม่สงบ โดยเริ่มขึ้นตั้งแต่ปลายปีก่อน และยืดเยื้อยาวนานเข้ามาในช่วงต้นปี จนนำมาสู่การปฏิวัติ
จากนั้นเป็นการจัดกระบวนการ กระบวนทัพ ที่ดูเหมือนว่าจะกินเวลานานกว่าปกติกว่าจะจัดตั้งรัฐบาลใหม่ขึ้นมาได้
เมื่อมีรัฐบาลใหม่ สถานการณ์ต่างๆ ก็ไม่เอื้ออำนวยเอาเสียอีก
นับตั้งแต่ราคาสินค้าเกษตรในตลาดโลกตกต่ำ จนทำให้สินค้าเกษตรสำคัญๆ ไม่ว่าจะเป็นข้าว ยางพารา ปาล์มน้ำมัน ราคาตกฮวบ ส่งผลให้กำลังซื้อหดหายไปจากระบบ ไม่มีเงินจากชนบทขึ้นมาหล่อลื่นกลไกเศรษฐกิจ
ขณะเดียวกัน กระบวนการเติมเงินช่วยเหลือเกษตรกร โดยเฉพาะการจ่ายเงินให้ชาวนา ชาวสวน ก็กระทำอย่างล่าช้าไม่ทันการณ์จนทำให้ทุกอย่างชะงักไปหมด ไม่มีกำลังจากไร่นาขึ้นมาช่วยกระตุ้น
นอกจากนั้นนโยบายลงทุนสำคัญๆ ของรัฐบาลยังไม่เกิด ขณะที่การเร่งใช้จ่ายเงินงบประมาณ ยอดเบิกจ่ายยังต้วมเตี้ยมไม่เป็นอย่างที่ต้องการ เงินภาครัฐจึงไม่มีส่วนในการเข้ามาช่วยเหลือ
ส่วนการลงทุนภาคเอกชนก็ยังไม่ฟื้นจากปัญหาการชะงักงันของใบอนุญาตสำคัญๆ อย่าง ร.ง. 4 และความไม่เชื่อมั่นต่อสถานการณ์ทางการเมือง รวมถึงการดูทิศทางของรัฐบาลใหม่
และที่ถือเป็นปัจจัยหนักหนาสาหัสที่สุดก็คือการส่งออก ที่สลบไสลไม่กระเตื้อง อันเป็นผลจากตลาดส่งออกสำคัญไม่ฟื้นตัว โดยการส่งออกถือเป็นเงื่อนไขสำคัญสุดในระบบเศรษฐกิจ เมื่อส่งออกไม่ทำงาน ไม่สามารถแสวงหาเงินตราต่างประเทศเข้ามาได้เศรษฐกิจก็อยู่ในวังน้ำวน
ทั้งหมดจึงทำให้ปีนี้กลายเป็นปีแห่งความว่างเปล่าอีกครั้ง โดยธนาคารแห่งประเทศไทย หรือแบงก์ชาติประเมินว่าเศรษฐกิจจะเติบโตแค่ 0.8% หรือแทบไม่เติบโตเอาเลย
สภาพการณ์ที่เกิดขึ้นจึงเป็นสิ่งที่ต้องยอมรับ เพราะปัจจัยที่เกิดขึ้นไม่ใช่มาจากปัจจัยใดปัจจัยหนึ่งโดยเฉพาะ แต่มีหลากหลายเงื่อนไขที่ดาหน้าเข้ามา จนยากจะรับมือ
แต่ปีหน้าทุกอย่างคงอธิบายแบบปีนี้ไม่ได้แล้ว เนื่องจากกลไกทุกอย่างได้ปรับเข้าที่เข้าทาง ใช้เวลารำมวย ไหว้ครูมามากพอแล้ว
ถ้ายังเงียบหงอยเหงาแบบเดิม คงอยู่กันได้ลำบาก







