
เอดีบี
ขอเอาเรื่องกระบวนการยุติธรรมมาเล่ากันฟังอีกตอน
โดย..e-ช้าน
ขอเอาเรื่องกระบวนการยุติธรรมมาเล่ากันฟังอีกตอน
e-ช้าน...มีโอกาสไปฟังการบรรยายพิเศษที่สถาบันพระปกเกล้า วันนั้น เมธี ครองแก้ว อดีตกรรมการ ป.ป.ช. ได้ยกตัวอย่าง “คดีคลองด่าน” มาเป็นกรณีศึกษา
ในปี 2536-2537 ธนาคารพัฒนาแห่งเอเชีย หรือเอดีบี ได้เข้ามาศึกษาความเป็นไปได้ในการก่อสร้างบ่อบำบัดน้ำเสียในกรุงเทพฯ พร้อมทั้งยื่นเสนอเงินกู้ให้รัฐบาลไทย
มีการศึกษาอยู่ 2 ปี ได้ข้อสรุปว่า
ควรจะสร้างบ่อบำบัดน้ำเสียขึ้นทางฝั่งตะวันออก และฝั่งตะวันตกของกรุงเทพฯ มูลค่าการก่อสร้างอยู่ที่ 1.3 หมื่นล้านบาท
ในที่สุดรัฐบาลขณะนั้นก็ตกลงใจจะก่อสร้าง...แต่ดันเปลี่ยนรัฐบาลพอดี
และจุดเปลี่ยนของมหากาพย์ความเน่าเหม็นก็เกิดขึ้น...
เมื่อรัฐมนตรีด้านสิ่งแวดล้อมในรัฐบาลชุดใหม่ได้เปลี่ยนผลการศึกษาของเอดีบีจากที่กำหนดให้ก่อสร้างทั้งสองฝั่งของกรุงเทพฯ
ไปสร้างแค่ฝั่งตะวันออกฝั่งเดียว
จากนั้นหนองน้ำขนาดใหญ่บริเวณคลองด่าน จ.สมุทรปราการ...ก็ถูกเลือกเป็นสถานที่ก่อสร้าง
คงพอจะนึกภาพคร่าวๆ ออกว่าใครคือต้นคิดให้เลือกใช้ที่ตรงนี้
หนองน้ำแห่งนี้เป็นลำรางสาธารณะและดินเลน
แต่ตอนนั้นกลับไม่มีใครกล้าโวย มารู้ในภายหลังที่ตรงนี้มีนักการเมืองใหญ่ปากน้ำกว้านซื้อไว้สร้างสนามกอล์ฟ
อย่างที่บอก ที่ตรงนี้ไม่เหมาะต่อการก่อสร้างใดๆ
ที่กว่า 2,000 ไร่ บริเวณนี้ราคาจึงตกฮวบฮาบมาโดยตลอด...ถ้าขายก็ขาดทุนยับ
...สุดท้ายจึงมีการเสกให้เป็นโครงการของรัฐ
แต่ด้วยเจ้าของมากบารมีจึงไปเล่นแร่แปรธาตุที่เป็นโฉนด...(ขณะนั้นราคาไร่ละ 2 หมื่นบาท)
ได้โฉนดปั๊บ...มีการตั้งบริษัทมารับซื้อที่ (ซึ่งเจ้าของที่นั่นแหละตั้งขึ้น)
จากนั้นราคาที่ก็ถีบขึ้นไร่ละ 2 แสน ...โอ้วแม่เจ้า
และแล้วรัฐมนตรีด้านสิ่งแวดล้อมก็เสนอโครงการบ่อบำบัดน้ำเสียคลองด่าน มูลค่า 2.3 หมื่นล้านบาท ให้คณะรัฐมนตรีอนุมัติ
แค่ชั่วข้ามคืน...ราคาที่ดินบริเวณนี้ทะยานขึ้นไปสูงถึงไร่ละ 1.3 ล้านบาท
น่าประหลาดใจยิ่งขึ้นเมื่อเอดีบีผู้ทำการศึกษาก็กลับใจไม่คัดค้านโครงการนี้สักแอะ...ทั้งๆ ที่สถานที่ก่อสร้างไม่มีการศึกษาความเหมาะสมมาก่อน
ถึงปี 2540-2546 โครงการก็เริ่มมีปัญหา...จนรัฐบาลทักษิณได้สั่งให้ยุติโครงการ...ทั้งที่ขณะนั้นการก่อสร้างใกล้จะเสร็จแล้ว
บริษัทรับเหมาจึงยื่นฟ้องกรมควบคุมมลพิษเป็นเหตุให้รัฐต้องจ่ายค่าโง่ร่วมหมื่นล้านบาท
เฮ่อ...ฉบับหน้ามีภาคต่อมันหยด







