posttoday
ทดสอบความมั่นคงของสติ

ทดสอบความมั่นคงของสติ

16 ธันวาคม 2557

สภาพตลาดหุ้นไทยวานนี้เป็นบททดสอบการมี “สติ” ของนักลงทุนอีกครั้งว่ามั่นคงเพียงใด ในช่วงระหว่างวันที่ดัชนีตลาดร่วงไปเกือบ 140 จุด

โดย จิตรา อมรธรรม
รองกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์
บล.ฟินันเซียไซรัส
[email protected]

สภาพตลาดหุ้นไทยวานนี้เป็นบททดสอบการมี “สติ” ของนักลงทุนอีกครั้งว่ามั่นคงเพียงใด ในช่วงระหว่างวันที่ดัชนีตลาดร่วงไปเกือบ 140 จุด หรือ 9.1% จนต้องลุ้นตัวโก่งว่า Circuit breaker (หยุดซื้อขาย 30 นาทีเมื่อดัชนีร่วงแตะ 10%) จะทำงานอีกครั้งเป็นครั้งที่ 3 นับตั้งแต่ตลาดหลักทรัพย์ฯ เปิดทำการหรือไม่ ทั้งลูกค้าและเจ้าหน้าที่การตลาดถามหาข่าวกันชนิดสายโทรศัพท์แทบไหม้ แต่พอเห็นยอดซื้อขายของนักลงทุนแต่ละประเภทหลังปิดตลาด และเห็นส่วนแบ่งตลาดของบริษัทหลักทรัพย์ก็น่าจะพอเข้าใจถึงเหตุผลได้ในระดับหนึ่ง ว่าในจังหวะที่ชุลมุน โปรแกรมการซื้อขายแบบอัตโนมัติเหมือนกับหุ่นยนต์เทรดหุ้น บวกกับการถูกบังคับขายหรือฟอร์ซเซล น่าจะเป็นส่วนหนึ่งของอาการที่หนักวานนี้ อย่างไรก็ตาม ต้นตอที่แท้จริงน่าจะมาจากราคาน้ำมันที่ร่วงลงไม่หยุดยั้งชนิดเกินคาด ทำให้นักวิเคราะห์ทั้งไทยและเทศต้องปรับสมมติฐานราคาน้ำมันในปีหน้ากันใหม่ ซึ่งมีผลต่อการประเมินมูลค่าหุ้นทั้งที่ขายและบริโภคน้ำมัน จึงเกิดการปรับพอร์ตของต่างชาติอีกครั้ง ผสมโรงกับข่าวลือต่างๆ นานา เลยเป็นอย่างที่เห็น   

หากปรับสมมติฐานราคาน้ำมันลง กำไรของตลาดปีหน้ายังโตสองหลัก

หากจะพูดถึงระดับ PE ratio ที่เหมาะสมสำหรับตลาดหุ้นไทย คิดว่าที่ระดับ 10 กว่าไปจนถึง 15 เท่าเป็นระดับที่ยอมรับได้หากอัตราการเติบโตของกำไรของบริษัทจดทะเบียนเป็นเลขสองหลักอย่างมีคุณภาพ (ไม่ได้มาจากการขายหรือตีราคาสินทรัพย์ หรือเหตุการณ์ที่เกิดเพียงครั้งเดียว) ก่อนหน้านี้ฝ่ายวิเคราะห์ของเราคาดการณ์อัตราการเติบโตของกำไรตลาดฯ ในปี 2558 ที่ 18% ณ ดัชนีตลาดวานนี้ที่ 1,478 จุดจะทำให้ค่า PE ของตลาดฯ ในปีหน้าลดลงเหลือ 13 เท่า ถือว่าไม่แพงสำหรับการลงทุนระยะยาว อย่างไรก็ตาม หากเราปรับลดสมมติฐานราคาน้ำมันเฉลี่ยในปีหน้าจากปัจจุบันที่ประเมินไว้ US$90 เหลือประมาณ US$70 กำไรของตลาดในปีหน้าจะเติบโตลดลงเป็น 12% - 14% (อยู่ระหว่างทบทวนประมาณการ) ค่า PE ของตลาดจะขยับขึ้นไปเป็น 14 เท่า ถือว่ายังพอไหว ดัชนีตลาดปัจจุบันจึงอยู่ในระดับที่น่าช้อปหุ้นพื้นฐานแกร่ง ราคาถูก ซึ่งพบมากในกลุ่มธนาคาร สื่อสาร รับเหมาและวัสดุก่อสร้างตัวเล็กๆ  

ยังชอบ THREL

ขอกล่าวถึง THREL ซึ่งเป็นหุ้นที่เราชื่นชอบและแนะนำนักลงทุน แต่ผลประกอบการในไตรมาส 3 ที่ผ่านมากลับน่าผิดหวัง ลดลง 37% จากไตรมาส 2 และลดลงถึง 55% จากไตรมาส 3 ของปีก่อน ทำให้นักวิเคราะห์ของเราปรับกำไรสุทธิปีนี้ลง 20% เป็นหดตัว 7% จากปีก่อน อย่างไรก็ตาม หากมองข้ามผลขาดทุนของโครงการร่วมพัฒนาโครงการหนึ่งและการจ่ายค่าสินไหมทดแทนรายหนึ่งจากการรับประกันชีวิตเพื่อคุ้มครองสินเชื่อในไตรมาส 3 ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่ไม่ต่อเนื่อง สังเกตว่าผลการดำเนินงานปกติยังเห็นแนวโน้มที่ดีของเบี้ยประกันรับซึ่งเติบโต 16.9% จากไตรมาส 2 (Q-Q) และเติบโต 6.1% จากไตรมาสเดียวกันปีก่อน (Y-Y) ส่วนใหญ่เป็นการเติบโตจาก Conventional product  และรายได้จากเงินลงทุนที่เติบโตสูง 14.5% Q-Q และ 67% Y-Y โดยคิดเป็นผลตอบแทนจากเงินลงทุน (ROI) สูงราว 4.9% จาก 4.0% ในไตรมาสก่อน และหากไม่มี 2 รายการพิเศษดังกล่าว กำไรในไตรมาส 3 จะอยู่ที่ 100 กว่าล้านบาทซึ่งเป็นระดับปกติของบริษัท

คาดกำไรปี 2558 ยังแข็งแกร่งตามแรงขาย Non-Conventional product

เราคาดแนวโน้มกำไรในไตรมาส 4 นี้จะฟื้นกลับสู่ปกติที่ 96 ล้านบาท และเราปรับกำไรปี 2558 ลงเล็กน้อย 4% ยังเจิบโตแข็งแกร่ง 38% เพราะเชื่อว่าสินค้าประเภท Non-conventional product ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีอัตราการทำกำไรสูงจะมีบทบาทต่อยอดขายมากขึ้น การที่กลุ่ม Fairfax ซื้อ THREL 55 ล้านหุ้นๆ ละ 14.70 บาทเมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา จาก THRE ทำให้ Fairfax เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่อันดับสองที่ 9.17% ถือเป็นบวกเพราะมีกลุ่มทุนที่แข็งแกร่งสนับสนุนฐานเงินทุนและธุรกิจในระยะยาว เราปรับมูลค่าพื้นฐานปี 2015 ลงเล็กน้อยเป็น 18.90 บาทจาก 19.70 บาท และยังคงแนะนำซื้อเช่นเดิม

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท