
ว่าด้วย.. ผลตอบแทน
โดย...เสาวนีย์ สุวรรณรงค์ ผู้อำนวยการฝ่ายส่งเสริมความรู้ด้านการเงิน สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.)
โดย...เสาวนีย์ สุวรรณรงค์ ผู้อำนวยการฝ่ายส่งเสริมความรู้ด้านการเงิน สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.)
ปัจจัยแรกๆ ที่เราใช้ในการตัดสินใจลงทุน ทุกคนตอบเป็นเสียงเดียวกันว่าคือ “ผลตอบแทน” และเพราะใครๆ ก็คิดอย่างนี้ การโฆษณาไม่ว่าจะเป็น ทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ (REITs) หรือกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน จึงมักจะแสดง “ผลตอบแทน” ไว้อย่างสะดุดหู สะดุดตา เรามาทำความเข้าใจจากตัวอย่างต่อไปนี้ค่ะ
1. ชูจุดเด่นจ่ายผลประโยชน์ 90% ของกำไร “ทุกๆ ปี เราจะจ่ายผลประโยชน์ตอบแทนไม่น้อยกว่า 90% ของกำไรสุทธิให้แก่ผู้ลงทุน” ... ประโยคนี้ถูกชูเป็นจุดเด่นในการโฆษณาครั้งหนึ่ง ซึ่งที่จริงแล้วเป็นหลักเกณฑ์ของ ก.ล.ต. ที่กำหนดให้ REITs และกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานต้องจ่ายกำไรออกมาไม่น้อยกว่า 90% ของกำไรสุทธิ เพราะไม่มีความจำเป็นที่กองจะต้องถือเงินไว้จำนวนมาก
2. โครงการนี้ให้ผลตอบแทน 7% นั่นคิดมาจากการประมาณการรายรับรายจ่ายในช่วงปีแรกเท่านั้น ไม่ใช่ตลอดไป และไม่การันตีว่าจะได้แน่นอน ผลตอบแทนของกองทุนขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง เช่น อัตราการเช่า ความสามารถในการขึ้นค่าเช่า และต้นทุนในการบริหารจัดการ เป็นต้น ซึ่งตัวเลขต่างๆ นี้มีโอกาสเปลี่ยนแปลงได้ตลอดระยะเวลาของโครงการ
นอกจากนี้ บางกรณีผู้ลงทุนจะได้รับเงินคืนมาในรูปของเงินลดทุน ซึ่งเป็นการทยอยคืนเงินลงทุนของเราเอง ไม่ใช่ส่วนที่เกิดจากการดำเนินงาน ดังนั้น เวลาดูตัวเลขผลตอบแทน ให้ดูแน่ ๆ ว่า ไม่ได้รวมส่วนเงินลดทุนมาด้วย จะได้ไม่เข้าใจผิด คิดว่าได้ผลตอบแทนสูงมาก
3. เปรียบเทียบผลตอบแทนแล้ว REITs ให้มากกว่ากองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ และให้มากกว่าพันธบัตรรัฐบาลอย่างมากด้วย การเปรียบเทียบช่วยให้เราสามารถตัดสินใจได้ดีขึ้น แต่ต้องเปรียบเทียบของที่เหมือนกันหรือใกล้เคียงกันมากที่สุด สำหรับการเปรียบเทียบตราสารหรือหลักทรัพย์ในตลาดทุน เราต้องเปรียบเทียบทั้งผลตอบแทนและความเสี่ยง
เช่น หากจะเปรียบเทียบกับกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ เราต้องเข้าใจก่อนว่า กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์สามารถกู้ยืมเงินได้เพียง 10% ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิ ในขณะที่ REITs สามารถกู้ยืมได้ถึง 35% ของมูลค่าทรัพย์สินรวม (หรือ 60% กรณีที่ได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือในอันดับที่สามารถลงทุนได้) ดังนั้น จึงต้องไปดูที่การประมาณการผลตอบแทนว่า REITs ที่บอกว่าให้ผลตอบแทนสูงกว่านั้น มีการกู้ยืมมากแค่ไหน ซึ่งการกู้ยืมเป็นการเพิ่มความเสี่ยงโดยกองจะต้องหารายได้มากพอที่จะชำระดอกเบี้ยและคืนเงินต้นด้วย
ส่วนการเปรียบเทียบผลตอบแทนกับพันธบัตรรัฐบาลนั้น เป็นการเปรียบเทียบการลงทุนที่มีความเสี่ยงแตกต่างกัน เพราะพันธบัตรรัฐบาลจัดว่าไม่มีความเสี่ยง ในขณะที่กองทุน (หรือกองทรัสต์) เหล่านี้ยังมีความไม่แน่นอนอีกหลายปัจจัย ดังนั้น หากต้องการเปรียบเทียบ ควรเปรียบเทียบกับหุ้นหรือหุ้นกู้ของบริษัทที่ทำธุรกิจทำนองเดียวกัน มีความเสี่ยงคล้ายๆ กัน น่าจะได้ข้อมูลที่ใกล้เคียงกว่า
4. ได้ผลตอบแทนตลอดโครงการ บางคนสรุปว่า การลงทุนในกองทุนเหล่านี้ เหมือนซื้อหุ้นกู้ ที่จะได้รับผลตอบแทนอย่างแน่นอนตลอดโครงการ อย่างนี้ต้องทำความเข้าใจใหม่ หุ้นกู้เป็นตราสารที่กฎหมายกำหนดให้มีความผูกพันระหว่างเจ้าหนี้และลูกหนี้ เป็นสัญญาประเภทหนึ่ง ที่กฎหมายบังคับให้ลูกหนี้ (หรือผู้ออกหุ้นกู้) จะต้องจ่ายดอกเบี้ยและคืนเงินต้นให้แก่เจ้าหนี้
แต่กองทุนและกองทรัสต์ไม่ได้มีลักษณะความผูกพันกันแบบนั้น การจ่ายผลตอบแทนส่วนใหญ่ขึ้นกับผลการดำเนินงาน ซึ่งหากมีกำไรก็จะจ่าย หากไม่มีกำไรก็สามารถไม่จ่ายได้ อายุสัญญาที่ให้เช่าอสังหาริมทรัพย์นั้นเป็นข้อมูลหนึ่งที่ต้องสนใจ เช่น อายุสัญญาเช่านาน 3 ปี มีความเป็นไปได้ว่าจะได้ผลตอบแทนต่อเนื่อง 3 ปี แต่หลังจากนั้นต้องดูฝีมือการบริหารจัดการแล้วค่ะ
5. ซื้อของแพงเกินไปหรือเปล่า? ข้อนี้ขอให้ผู้ลงทุนเช็กข้อมูลในหนังสือชี้ชวนสักหน่อย เพราะการที่กองทุนซื้ออสังหาริมทรัพย์มาในราคาแพงย่อมมีผลโดยตรงต่อราคาของหน่วยทรัสต์และหน่วยลงทุน ทำให้ต้นทุนการลงทุนของเราสูงไปด้วย
ในหนังสือชี้ชวนจะมีความเห็นของที่ปรึกษาทางการเงินและผู้ประเมินราคาทรัพย์สิน เกี่ยวกับราคาของทรัพย์สินที่ซื้อมา ซึ่งหากราคาซื้อสูงกว่าราคาประเมินเกิน 5 % ผู้ที่ออกกอง REITs จะต้องมีเหตุผลชี้แจง ผู้ลงทุนจึงต้องพิจารณาด้วยว่าราคาที่ซื้อนั้นเหมาะสมหรือไม่ เหตุผลที่ชี้แจงนั้นรับฟังได้หรือไม่
ที่ยกเรื่องของกองทรัสต์และกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานมาคุยให้ฟังเพราะระยะนี้จะเห็นออกมาให้เราเลือกลงทุนกันหลายกอง ซึ่งถ้าเรามีความเข้าใจดีแล้วก็สามารถลงทุนได้ ถือเป็นทางเลือกที่น่าสนใจ
และสำหรับปลายปีอย่างนี้ หลายคนคงกำลังสนใจ LTF และ RMF ซึ่งบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนส่วนใหญ่ชูจุดขายว่าเป็นกองทุนรวมช่วยประหยัดภาษี แต่ผู้ที่สนใจไม่ควรมองที่การประหยัดภาษีเพียงอย่างเดียว เพราะเมื่อเป็นการลงทุน เราจะต้องนึกถึงผลตอบแทนควบคู่กับความเสี่ยงเสมอ ความเสี่ยงที่จะทำให้เงินต้นของเรามากขึ้นหรือลดลง
แนะนำกันแบบสั้นๆ (1) ต้องรู้เงื่อนไขของการลดหย่อนภาษี เช่น หากต้องลงทุนต่อเนื่องอย่างน้อยปีเว้นปี หรือต้องถือไปอีกนาน ยังขายไม่ได้ เรารับได้หรือไม่ (2) ศึกษาว่ากองทุนที่เราจะซื้อนั้นลงทุนในอะไรบ้าง มีความเสี่ยงจากอะไร แล้วเงินก้อนที่เราจะลงทุนนี้รับความเสี่ยงได้แค่ไหน (3) เลือกนโยบายการลงทุนของกอทุนตามระดับความเสี่ยงที่เรารับได้ (กรณี RMF เลือก กองตราสารหนี้ กองหุ้น เป็นต้น) และ (4) เลือกกองทุน อาจดูจากผลตอบแทนที่ผ่านมา ซึ่งควรดูทั้งระยะสั้นและระยะยาวเพื่อให้เห็นความสม่ำเสมอของฝีมือการจัดการ หรือสอบถามผู้ขายเพื่อรับคำแนะนำ หรือ download mobile app: start-to-invest
“ก.ล.ต. อยากให้คนไทยลงทุนด้วยความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้อง”







