
เงินมี เงินมา หน้าผ่องใส
เศรษฐกิจในยามนี้เห็นทีต้องบอกว่าคงซึมๆ หงอยๆ ไปจนถึงสิ้นปี
โดย..ณ กาฬ เลาหะวิไลย
เศรษฐกิจในยามนี้เห็นทีต้องบอกว่าคงซึมๆ หงอยๆ ไปจนถึงสิ้นปี
ประเด็นที่ทุกคนเฝ้ารอก็คือ ปีหน้าเศรษฐกิจจะฟื้นจริง หรือ ฟื้นๆ ฟุบๆ
รัฐบาลพยายามผลักดันการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ โดยเร่งใช้จ่ายเงินงบประมาณ พร้อมๆ กับการสร้างความเชื่อมั่นให้เกิดการลงทุน การจับจ่ายใช้สอยให้มากขึ้น
แต่ทั้งหมดก็ต้องไปขมวดปมที่ความสามารถในการหาเงินตราเข้าประเทศ โดยหลักใหญ่สำคัญก็คือการส่งออก ตามมาด้วยการท่องเที่ยว การลงทุน
เศรษฐกิจไทยพึ่งพาการส่งออกเกือบ 70% หากส่งออกไม่ฟื้น เศรษฐกิจก็จะหงอยเหงาอย่างที่เห็น
แม้จะมีความพยายามใช้เครื่องจักรอื่นๆ ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ทั้งการใช้จ่ายภาครัฐ การใช้จ่ายภาคประชาชน แต่ไม่ต่างจากการเอาอัฐยายซื้อขนมยาย เอาเงินในประเทศมาใช้จ่ายหมุนไปหมุนมา สุดท้ายมันก็ยังมีอยู่เท่าเดิม เพียงแต่หมุนกระเป๋าซ้ายไปกระเป๋าขวา
แต่ถ้ามีเงินจากต่างประเทศเข้ามา จากการส่งออก การท่องเที่ยว การลงทุน มันก็เหมือนกับการเพิ่มปริมาณเงินในระบบเศรษฐกิจให้มากกว่าเก่า
หัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ จึงไปอยู่ที่การส่งออก
ช่วง 9 เดือนแรกของปีนี้ การส่งออกประสบปัญหาชะงักงันเมื่อเผชิญกับปัญหาความวุ่นวายในประเทศ จนการท่องเที่ยวหด การลงทุนหาย การใช้จ่ายชะงักทุกอย่างก็เลยสลบอย่างที่เห็น
แต่ในช่วงเดือน ต.ค.ที่ผ่านมา เริ่มมีสัญญาณดีขึ้นมาบ้าง
ปัจจัยสำคัญมาจากการส่งออกขยายตัวที่ 4.1% เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนที่อยู่ในระดับ 2.2%
ขณะเดียวกันภาคท่องเที่ยวปรับดีขึ้น จากการกลับมาท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยวเอเชียโดยเฉพาะจากจีน หลังเชื่อมั่นต่อสถานการณ์ทางการเมือง ทำให้การท่องเที่ยวขยายตัว 10.4% จากเดือนก่อน 4.4%
อัตราการเข้าพักเพิ่มเป็น 58.6% จากเดือนก่อน 51% และจำนวนนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นเป็น 2.18 ล้านคน จากเดือนก่อน 1.86 ล้านคน ดีขึ้นในช่วง 10 เดือนที่ผ่านมา
ดังนั้นการส่งออกในเดือน ต.ค. จึงกลายเป็นความหวังว่าการส่งออกปีหน้า คงจะดีขึ้นจากปีนี้ โดยเฉพาะเมื่อเศรษฐกิจโลกน่าจะดีกว่าปีนี้
ถ้าเงินมี เงินมา หาเงินตราต่างประเทศได้มาก
จากที่เคยหน้าแห้งหน้าเหี่ยว รับรองหน้าจะใสเด้งได้ฉับพลัน







