
วัฒนธรรมแห่งความคิด ตอนที่ 6
โดย....ภาววิทย์ กลิ่นประทุม ที่ปรึกษาการลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน)
โดย....ภาววิทย์ กลิ่นประทุม ที่ปรึกษาการลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน)
“ข้อดี ของคน Gen Y ที่ไร้อนาคตในองค์กร” ..วันนี้ Gen Y เป็นกลุ่มคนที่องค์กรปวดหัวมากที่สุด เพราะ “เยอะ” ..คน Gen Y เกิดในช่วงประมาณ 1980 เป็นต้นมา ซึ่ง Gen Y นี่รวมถึงคนที่อายุมากกว่านั้น แต่ใจเป็น Gen Y ก็มีค่อนข้างเยอะ
นิสัย “เยอะ” เป็นอย่างไร ...จริงๆ แปลกดีนะ เพราะเป็นนิสัยแห่งการตั้งคำถาม ..สิ่งที่คน Gen Y คาใจมากที่สุด คือ “อันนี้ทำไปเพื่ออะไรวะ?” ..คำว่า Gen Y มันมาจาก Gen Why นั่นแหละ “ทำไม?”
ผมว่าการตั้งคำถามของ Gen Y มันไม่ใช่เรื่องแปลกนะ เพราะ คนกลุ่มนี้เกิดมาในโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลง มันเริ่มตั้งแต่การศึกษาเลย ..สมัยก่อนการศึกษาจะสามารถแบ่งชนชั้น พูดง่ายๆ ว่าใครการศึกษาสูง จบต่างประเทศก็จะก้าวหน้าในองค์กร ดังนั้น ในอดีตพ่อแม่ไม่ต้องคิดอะไรมาก พยายามส่งเสียลูกให้เรียนให้สูงที่สุด แต่ปัจจุบันไม่ใช่เลย เดี๋ยวนี้การศึกษาการันตี เงินเดือนขั้นต่ำ 15,000 บาท ไม่พอใช้ แถมองค์กรยังเต็มไปด้วยคนเก่งและคนมีประสบการณ์ และที่สำคัญ เรียนเรื่องการบริหาร แต่มานั่งถ่ายเอกสารในองค์กร เพราะ อะไรน่ะหรือ ..ก็เพราะองค์กรนั้นๆ เขาไม่ได้ต้องการผู้บริหาร เพราะ เขามีผู้บริหารอยู่แล้ว เขาต้องการแค่แรงงาน แล้วเขาก็ต้องการจ่ายค่าแรงงาน 15,000 เท่านั้นแหละ ..ไปถ่ายเอกสาร และ ชงกาแฟซะ ไอ้น้อง !!
นี่แหละเริ่มตั้งแต่เรื่องการศึกษาเลย ที่ Gen Y เริ่มตั้งคำถามว่า ตกลงที่ให้เขาเรียนให้หนักทุ่มเทเวลาและชีวิต เพื่อที่จะฆ่าเวลาเท่านั้นเองเหรอ ..คำตอบคือ ใช่!! ..ผมตอบให้ เพราะ วันนี้ผลิตแค่มนุษย์ท่องจำ “ตำราเดินได้” งานแบบนี้บอกตรงๆ โลกเรามี Robot ทำได้ ..อย่างวงการตลาดหุ้น วันนี้คุณรู้ไหมว่า Trader ที่เคยมีเงินเดือนสูง กำลังถูกแทนด้วย Robot ที่ไม่เคยบ่น มีวินัยสูง ไม่เคยลางาน และ ก็ไม่เถียงเจ้านาย นี่แหละ หน้าที่ Robot ...เฮ้ย!! ที่พูดคุณสมบัติ Robot คือ ลักษณะของคนต้นแบบในองค์กรเลย
ก็ใช่อีกนั่นแหละ “ไม่เคยบ่น มีวินัยสูง ไม่เคยลางาน และ ก็ไม่เถียงเจ้านาย” คือ สิ่งที่ทำให้คนๆนั้นมีอนาคตรุ่งในองค์กร แต่คุณสมบัติเหล่านี้ เขาเอาไปให้ Robot ทำแทนดีกว่า ดังนั้น ฟันธงเลยว่า ใครที่ต้องการจะรุ่งในองค์กร ต้องทำตรงข้าม คือ ต้องยืดหยุ่นสูง (Robot ไม่ยืดหยุ่นเลย) , เถียงเจ้านาย (คือ ต้องเสนอความคิดใหม่ๆ บอกให้เจ้านายรู้ว่า นายจะพาองค์กรไม่เป็น Nokia ได้อย่างไร อย่าคิดว่านายแน่ เพราะ วันนี้ตลาดเปลี่ยน หากยังยึดติดความสำเร็จเดิม นายเป็น Nokia แน่ครับนาย)
ใช่ครับ!! วันนี้คนรุ่นใหม่ ต้องเรียนรู้ว่า ทุกวันนี้โลกเราไม่ได้ต้องการ “แรงงาน” เพราะ แรงงานมันถูกแทนด้วยเครื่องจักรหมดแล้ว แต่โลกต้องการ “ความคิด” ...มันเป็นความคิดที่พัฒนาระบบเดิมๆ ให้ตอบโจทย์ความต้องการของคนมากขึ้น เช่น อีกหน่อยคนอาจจะไม่มีเวลาเดินห้าง จะเป็นไปได้ไหม ที่เราทำแบบเกาหลี คือ ใช้กำแพงตรงรถไฟฟ้า เปลี่ยนเป็น Online Shopping แล้วให้คนที่ขึ้นรถไฟฟ้า สามารถซื้อของใช้ ระหว่างไปกลับจากที่ทำงาน
จะเป็นไปได้ไหม หากวันนี้เรามี UBER บ้าง แต่เป็นของไทยจริงๆ ..ไม่ต้องมายืนเรียก Taxi แล้วเจอปฏิเสธใส่หน้า “ส่งรถพี่ !! เพราะ มันจะรับแต่ต่างชาติ” อีกหน่อยก็ใช้ มือถือ ผ่าน App เรียกจุดรับส่งของ Taxi แบบเหมือนมีรถส่วนตัว
ผมกำลังจะชี้ให้คน Gen Y เห็นว่า จริงๆ แล้ว คน Gen Y เหมาะจะทำเรื่องแบบนี้มากกว่า คือ “ท้าทายสิ่งเดิมๆ ระบบเดิมๆ แล้วคิดสิ่งใหม่ คิดระบบใหม่ ที่สะดวกกว่า ดีกว่า ถูกกว่า เร็วกว่า” ให้ตอบสนองความต้องการและ Lifestyle ที่เปลี่ยนไปของคนยุคใหม่ได้มากกว่า
วันนี้ในองค์กรต่างๆ เขาทำงานได้ดีอยู่แล้ว เขาไม่ได้ต้องการ “แรงงาน” เพิ่ม ..เงิน 15,000 บาท เขาเอาไว้จ้างแรงงานราคาถูก พวกนี้ขายแรงงานและเวลาแลกเงิน ถ้าพูดให้เห็นภาพ วันนี้คนเหล่านี้ก็คือ “กรรมกร” ยุคใหม่นั่นแหละ ..ดังนั้น คนรุ่นใหม่ ต้องมองประเด็นให้ขาด คุณค่าของคนรุ่นใหม่ ไม่ได้อยู่ที่ทำงานหนัก แต่อยู่ที่ “ความคิด” เราเกิดมาในยุคเปลี่ยนผ่านของ Technology และ การสื่อสาร ทุกอย่างในโลกรวดเร็วขึ้น ชีวิตสะดวกขึ้น เราติดต่อและเชื่อมกัน ทำให้โลกทั้งโลก เหลือใบนิดเดียว
สิ่งเดียวที่โลกต้องการจากคนรุ่นใหม่ คือ “ให้มาช่วยคิด” ว่าองค์กรของฉัน จะเปลี่ยนอย่างไร ที่จะสามารถแข่งขันกับองค์กรอื่นๆ เช่น จะเอา Technology ใหม่ๆ บนมือถือ มาทำอย่างไร ที่จะบริการลูกค้าได้ดีขึ้น จะเอาระบบดูแลลูกค้าอย่ไรที่ช่วยให้ตอบโจทย์ความต้องการลูกค้าได้เร็วทันใจ
อันนี้เล่าให้ฟัง ถึงหลักทรัพย์บัวหลวง วันนี้เราคุยกันถึง OIC “Online Investment Coach” มันคือ การนำระบบ Online เข้ามาตอบสนองความต้องการที่ปรึกษาทางการเงินในโลกยุคใหม่ ที่คนส่วนใหญ่ต้องการความรู้ แต่ไม่มีเวลา ..เอา Technology อย่าง Robot มาให้ลูกค้ารายย่อยได้ลองใช้ เหมือนผู้จัดการกองทุน เรียกว่า iAlgo เราเอาเครื่องวัดฝีมือการลงทุน คล้ายๆกับที่เขาใช้ในการวัดผู้จัดการกองทุนมาให้รายย่อยได้ดูผล และ พัฒนาตัวเอง เรียก iTracker ..พูดง่ายๆ เราตอบโจทย์สิ่งที่ลูกค้าอยากได้ ก่อนลูกค้าจะเดินมาบอกเราเสียอีก
..ใช่!! ครับ วันนี้ถ้าเรายังทำแบบเดิม เข้า Office มาแล้วมานั่งถามว่า “หัวหน้าครับ วันนี้จะให้ผมทำอะไรบ้าง” ..ไปเลย นุ่นเลย เงินเดือน 15,000 ไปถ่ายเอกสาร ไปชงกาแฟ
คิดใหม่ ใส่ Technology คิดนอกกรอบ ...จัดไป ท่านผู้บริหารหนุ่มคนต่อไป !!







