
จิ้งจกมีคุณ
กลายเป็นความปั่นป่วนในระบบธนาคารพาณิชย์และวงการธุรกิจ เมื่อ พ.ร.บ.แก้ไขประมวลกฎหมายแพ่งฯ ฉบับใหม่ เกี่ยวกับการค้ำประกันเงินกู้
โดย...ณ กาฬ เลาหะวิไลย
กลายเป็นความปั่นป่วนในระบบธนาคารพาณิชย์และวงการธุรกิจ เมื่อ พ.ร.บ.แก้ไขประมวลกฎหมายแพ่งฯ ฉบับใหม่ เกี่ยวกับการค้ำประกันเงินกู้ จะมีผลบังคับใช้ในต้นเดือน ก.พ.ปีหน้า
เพราะผลของกฎหมายจะทำให้การค้ำประกันเงินกู้ต้องเปลี่ยนแปลงไปทั้งหมด กระทบถึงการปล่อยกู้ทั้งระบบ รวมถึงการประมูลงานภาครัฐ เนื่องจากธนาคารพาณิชย์มักเป็นผู้ค้ำประกันให้ แต่การแก้กฎหมายนี้จะทำให้การค้ำประกันของธนาคารหมดความน่าเชื่อถือ
สิ่งที่ตามมาก็คือ กระทรวงการคลังต้องเร่งผลักดันร่าง พ.ร.บ.แก้ไขประมวลกฎหมายแพ่งฯ ฉบับใหม่เข้าไปอีกครั้ง ทั้งๆ ที่กฎหมายนี้เพิ่งผ่านสภานิติบัญญัติแห่งชาติ หรือ สนช. มาหมาดๆ
และทั้งหมดสะท้อนให้เห็นความไม่สอดประสานกันระหว่างรัฐบาล สนช. และ คสช.
เพราะต้นเรื่องในการแก้ไขประมวลกฎหมายแพ่งฯ เกิดขึ้นจาก คสช. ส่งเข้าไปใน สนช.
ว่าไปต้องถือเป็นความหวังดี ที่ต้องการแก้ปัญหาของบรรดาผู้กู้รายย่อยและผู้ค้ำประกันเงินกู้ โดยขณะนั้น คสช.เสนอร่างกฎหมายเข้าไป 2 ฉบับที่มีความเกี่ยวเนื่องกัน
ฉบับแรกก็คือ ร่าง พ.ร.บ.การทวงถามหนี้
เนื้อหาของกฎหมายจะกำหนดหลักเกณฑ์ เงื่อนไข สร้างมาตรฐานการทวงหนี้ที่เป็นธรรม โดยควบคุมถึงบริษัทรับทวงหนี้ด้วย
นอกจากนั้น ยังมีบทลงโทษการทวงหนี้ที่ไม่เหมาะสม เช่น การละเมิดสิทธิส่วนบุคคล การคุกคามขู่เข็ญ ใช้กำลัง ฯลฯ
ส่วนร่างกฎหมายอีกฉบับก็คือ การแก้ไขประมวลกฎหมายแพ่งฯ เกี่ยวกับการค้ำประกัน
วัตถุประสงค์ก็คือ คุ้มครองสิทธิแก่ผู้ค้ำประกัน เนื่องจากมองว่าเจ้าหนี้ที่เป็นสถาบันการเงินมักอาศัยอำนาจต่อรองที่สูงกว่า กำหนดข้อตกลงที่เอาเปรียบ
การแก้ไขกฎหมายทั้งสองฉบับ ก็เพื่อดูแลผู้ที่เป็นลูกหนี้และผู้ที่ค้ำประกันเงินกู้
ทว่า แม้จะมีความตั้งใจดี แต่การที่มองภาพรวมไม่ทะลุ ก็ก่อให้เกิดปัญหาต่างๆ ตามมา จนต้องตามแก้ไขในที่สุด
และนั่นน่าจะเป็นการตอกย้ำให้เห็นอีกเช่นกันว่า อำนาจเบ็ดเสร็จที่มีในมือ มีทั้งคุณทั้งโทษ
นอกจากความตั้งใจดีแล้ว สิ่งสำคัญก็คือ ต้องมองอย่างรอบด้าน รวมถึงจำเป็นต้องฟังเสียงค้าน ติติง มิเช่นนั้นจะเกิดผลเสียอย่างคาดไม่ถึง
ตัวอย่างที่ชัดเจนก็คือ การแก้ไขประมวลกฎหมายแพ่งฯ นี้เอง
โบราณว่า จิ้งจกทักยังต้องฟัง
จึงอย่าได้รำคาญเสียงค้านเลย







