
หุ้นไทยรอจังหวะแกว่งขึ้น
โดย...พิชัย เลิศสุพงศ์กิจ, CFP, ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บล.ธนชาต จำกัด (มหาชน)
โดย...พิชัย เลิศสุพงศ์กิจ, CFP, ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บล.ธนชาต จำกัด (มหาชน)
ตลาดหุ้นทั่วโลกยังคงแกว่งขึ้นทำสถิติปิดสูงสุดในรอบหลายๆ ปี หลังจากที่ธนาคารกลางจีนและยุโรปเซอร์ไพร์สกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติมทั้งสัปดาห์ที่ผ่านมา ดัชนีดาวโจนส์บวก 1.0%ขึ้นต่อเนื่องเป็นสัปดาห์ที่ 5 ส่วนหุ้นไทยปิดแทบไม่เปลี่ยนแปลงจากสัปดาห์ก่อนในวันศุกร์ ธนาคารกลางจีนได้ประกาศลดอัตราดอกเบี้ยเงินฝากระยะ 1 ปี ลง 0.25% สู่ระดับ 2.75% และอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ระยะ 1 ปี ลง 0.4% สู่ระดับ 5.6% โดยมีผลตั้งแต่วันเสาร์ที่ผ่านมา
การประกาศลดดอกเบี้ยของธนาคารกลางจีนครั้งนี้ นับเป็นครั้งแรกตั้งแต่เดือนก.ค.55 และถือเป็นความพยายามล่าสุดของทางการจีนที่จะหนุนเศรษฐกิจจีน ก่อนหน้านี้ทางการจีนอัดฉีดสภาพคล่อง และลดสัดส่วนการกันสำรองของธนาคารพาณิชย์แบบกำหนดเป้าหมายเศรษฐกิจจีนอยู่ภายใต้แรงกดดัน โดยจีดีพีไตรมาส 3 ขยายตัว 7.3% ซึ่งเป็นอัตราที่ชะลอตัวที่สุดนับตั้งแต่ปี 52
ขณะเดียวกันประธานธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) ส่งสัญญาณพร้อม "ทำในสิ่งที่เราต้องทำ เพื่อผลักดันให้อัตราเงินเฟ้อและอัตราเงินเฟ้อคาดการณ์ปรับตัวสูงขึ้นโดยเร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้" และจะขยายโครงการซื้อสินทรัพย์หากจำเป็นเขายังได้กล่าวย้ำถึงความมุ่งมั่นที่จะใช้มาตรการเชิงรุกมากขึ้น ซึ่งรวมถึงการซื้อสินทรัพย์ขนานใหญ่เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจที่ซบเซาในยูโรโซน
ความเคลื่อนไหวของธนาคารกลางจีนและธนาคารกลางยุโรปมีขึ้นหนึ่งวันหลังจากมีรายงานว่า ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ของยูโรโซนปรับตัวลดลงแตะ 51.4 ในเดือนพ.ย. ต่ำสุดในรอบ 16 เดือน ขณะที่ดัชนี PMI เบื้องต้นเดือนพ.ย.ของจีน ปรับตัวลดลงแตะที่ 50 ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 6 เดือน
หลังจากที่จีนเซอร์ไพร์สตลาดด้วยการลดอัตราดอกเบี้ยครั้งแรกในรอบกว่าสองปี เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ได้จุดประกายความหวังว่าความต้องการน้ำมันจากจีน ซึ่งเป็นประเทศผู้บริโภคน้ำมันรายใหญ่อันดับสองของโลก จะเพิ่มสูงขึ้น
ทั้งนี้ ตลาดยังจับตาการประชุมของกลุ่มโอเปคที่กรุงเวียนนาในวันที่ 27 พ.ย.นี้อย่างใกล้ชิด โดยโอเปคเป็นผู้ผลิตน้ำมันดิบในสัดส่วนถึงหนึ่งในสามของโลก
ล่าสุดกระแสการคาดการณ์ไต่สูงขึ้นว่า โอเปคอาจปรับลดเป้าหมายการผลิตลงไม่เกิน 500,000 บาร์เรล/วัน เพื่อพยุงราคาน้ำมันดิลที่ทรุดแรงจนต่ำสุดในรอบ 4 ปี
ด้านรัฐบาลญี่ปุ่นได้ประกาศเลื่อนการขึ้นภาษีแวตรอบ 2 จากกำหนดการเดิมออกไปอีก 18 เดือน ก่อนหน้านี้ธนาคารกลางญี่ปุ่นได้ประกาศเพิ่มปริมาณฐานเงินสู่ 80 ล้านล้านเยน จากเดิมที่ 60-70 ล้านล้านเยน เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจที่ซบเซาอย่างหนัก หลังถูกกระทบจากการขึ้นแวตรอบแรกไปเมื่อเดือนเม.ย.
วกกลับมาในประเทศ ผลประกอบการไตรมาส 3 ของบจ.หดตัวถึง 5.17% จากช่วงเดียวกันปีก่อน อันเป็นผลสืบเนื่องจากภาวะเศรษฐกิจไทยที่ฟื้นตัวอย่างเชื่องช้า ส่งผลให้กำไรสุทธิ 3 ไตรมาสแรก เหลือโตเพียง 0.23% ห่างไกลจากประมาณการกำไรที่นักวิเคราะห์มองไว้แถว 15% เมื่อช่วงต้นปี
อย่างไรก็ดี ส่วนใหญ่ยังมองแง่บวก ว่าเศรษฐกิจไทยที่มีแนวโน้มฟื้นตัวในปี 58 จะช่วยหนุนกำไรให้เร่งตัวขึ้นเป็นโต 15% ในปีหน้าและดึงค่าพีอีให้ลดลง
ขณะที่การเก็งกำไรหุ้นขนาดเล็กยังคงร้อนแรง ล่าสุดค่าพีอีที่ใช้กำไร 4 ไตรมาสย้อนหลัง ของหุ้นในดัชนี mai พุ่งขึ้นไปอยู่ที่ 67.5 เท่า! ฉีกห่างออกจากดัชนี SET ซึ่งอยู่ที่ 18.8 เท่า แถมมูลค่าการซื้อขายหุ้นกว่า 2 ใน 3 ไปกระจุกตัว ในหุ้นที่อยู่นอก SET 50 ทั้งที่มีขนาดมาร์เกตแคปอยู่ที่เพียงราว 28% ของตลาดโดยรวม ตลาดหลักทรัพย์ฯ ต้องออกมาตรการสกัดหุ้นร้อน ได้แก่
1) หุ้นติด Trading Alert ครั้งแรก เข้า Cash Balance 3 สัปดาห์
2) หุ้นติด Trading Alert ครั้งที่ 2 ติด Cash Balance ต่ออีก 3 สัปดาห์ และไม่นำไปคิดเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกัน
3) หุ้นติด Trading Alert ครั้งที่ 3 ห้ามซื้อขายแบบหักกลบลบหนี้ (ไม่ Net Settlement)
ช่วงสั้นจะมีผลกระทบจำกัด ส่วนหนึ่งเป็นเพราะผู้เกี่ยวข้องมีเวลาปรับตัวก่อนที่มาตรการนี้จะมีผลบังคับใช้ในราวต้นปี 58
ดัชนีหุ้นไทยช่วงสั้นแกว่งย่ำฐาน จะขึ้นก็ยากเพราะ Valuation เมื่อเทียบกับตลาดหุ้นเพื่อนบ้านแล้ว ของเราไม่ดึงดูดการลงทุน แถมเศรษฐกิจฟื้นตัวล่าช้า การขับเคลื่อนมาตรการกระตุ้นก็ไม่เร็วอย่างที่ตลาดคาดหวัง อย่างไรก็ดี ความเสี่ยงด้านล่างช่วงสั้นถูกจำกัดจากแรงหนุนจากการเข้าซื้อ LTF, RMF ก่อนสิ้นปี รวมถึงสภาพคล่องที่อยู่ในระดับสูง
ระยะปานกลาง ตลาดยังมีแนวโน้มแกว่งขึ้น เข้าหายอดเดิมที่ 1650 จุด และมีโอกาสวิ่งไปสู่ 1700 จุด ในระยะถัดไป หนุนโดยปัจจัยดังนี้
ประการแรก ผลพวงจากการผ่อนคลายนโยบายการเงินเพิ่มเติมของธนาคารกลางยุโรป ญี่ปุ่น และจีน ซึ่งจะส่งผลให้สภาพคล่องในระบบการเงินโลกยังอยู่ในระดับสูงต่อไป เมื่อรวมการปรับพอร์ตของกองทุนบำนาญญี่ปุ่น และธุรกรรมแครี่เทรดดิ้ง จะทำให้เงินไหลเข้าสู่ตลาดหุ้นในระยะถัดไป
ประการที่ 2 เศรษฐกิจและผลประกอบการบจ.ไทยมีแนวโน้มเร่งตัวขึ้นในปี 58หนุนโดยการเมืองมีเสถียรภาพ
การเร่งรัดเบิกจ่ายงบประมาณตั้งแต่ต้นปีงบประมาณ รวมถึงผลักดันเมกะโปรเจค โดยเฉพาะระบบขนส่งราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่อยู่ในระดับต่ำยังช่วยส่งผลดีต่อดุลการค้า เงินเฟ้อ ต้นทุนการผลิต การขนส่งและเปิดทางให้ตรึงอัตราดอกเบี้ยต่ำได้ยาวนานยิ่งขึ้น
พบกันใหม่สัปดาห์หน้าครับ







