
วัฒนธรรมแห่งความคิด ตอนที่ 4
โดย....ภาววิทย์ กลิ่นประทุม ที่ปรึกษาการลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน)
โดย....ภาววิทย์ กลิ่นประทุม ที่ปรึกษาการลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน)
คราวก่อนเราคุยกันไปถึงเรื่องของ วัฒนธรรม Wall-Street ที่ “เงินเป็นพระเจ้า” ..การรวยเร็ว เป็นสิ่งที่ทุกคนต้องการ ซึ่งมีคนจำนวนไม่น้อยที่รวยสุด และ ก็อีกมากที่ซวยสุดๆ เพราะ มันคือ Money Game
ถ้าจะเอาวัฒนธรรม Wall-Street มาดูในบ้านเราบ้าง ก็เห็นชัดๆเลย คือ หุ้น Turn-around ในบ้านเรา ..ประเด็นมันน่าสนใจมาก เพราะ ผมเป็นคนนึงที่นั่งอยู่กับตลาดอย่างใกล้ชิดตั้งแต่ช่วงวิกฤต 2008 เป็นต้นมา ..สิ่งที่ผมเห็นคือ ตลาดมันแปลกขึ้นเรื่อยๆ ช่วงแรกๆ หุ้นใหญ่ๆ ที่พื้นฐานดีเท่านั้นที่ขึ้น ส่วนหุ้นเล็กๆ ไม่มีการเคลื่อนไหวเลย แต่มาในปัจจุบันปี 2014 หุ้นเล็กเหาะกันเป็นเจ้าเข้า
ใช่!! ก็เจ้าเข้าจริงๆ มันก็เลยขึ้น ..หุ้นเหล่านี้แทบไม่มีพื้นฐานเลย ยกตัวอย่างถ้าดูงบการเงิน บริษัทอาจมีโรงงานมูลค่า 200 ล้าน แต่ราคาหุ้นปั่นกันขึ้นไป จน Market Cap. หรือ มูลค่ารวมของบริษัทตามราคาหุ้น ขึ้นไปถึง 10,000 ล้าน ..บ้าไปแล้ว !! ใช่ผมก็ว่าอย่างนั้น แต่คุณเชื่อไหม มันก็มีคนบ้าพอที่จะซื้อตาม เพราะ มองว่า ฉันขอมีส่วน แม้จะได้ส่วนกำไรบ้างก็ยังดี ..ฮึม!! ถ้านึกภาพ แชร์ลูกโซ่ ก็คงจะไม่แตกต่างกัน หรือ สมัยพระเครื่องอย่างจตุคาม หรือ เฟอร์บี้
ไม่ผิดครับ คนไทยมีสายเลือดนักพนันอยู่ในตัวอยู่แล้ว เราคือ “เฟอร์บี้เนชั่น” คือ สามารถตามแห่ ซื้อของแพง และปั่นราคาขึ้นไปเท่าไหร่ก็ได้ แต่สุดท้ายขอให้ฉันออกทัน ...ถามจริงๆ คุณเคยทราบสถิติที่แท้จริงไหมว่า คนที่เล่นหุ้นปั่นใน 100 คน มีกี่คนที่ประสบความสำเร็จร่ำรวย ..มีครับ มีจริงๆ แต่มีแค่ 1% ครับ
คุณลองไปถามคนที่เล่นหุ้นปั่น หุ้น Turn-around ซิ ว่า คุณรู้ตัวไหมว่าคุณเล่นหุ้นปั่น ..เขาจะตอบว่ารู้ซิถึงเล่น
ที่เล่ามาเพื่อจะชี้ให้เห็นว่า ในความเป็นจริง ไม่ได้มีใครโชคร้ายที่ชีวิตล้มละลาย ครอบครัวพัง จากโชคชะตาจริงๆ แต่ทุกคนล้วนล้มเหลวจากการกระทำของตัวเองทั้งสิ้น ..ใช่!! ครับ โชคร้ายจริงๆ ก็คือ การที่เราเสี่ยงในขณะที่เรามีความโลภสุดๆ พวกนี้จบด้วยหมดตัวทุกคน
แต่มันจะกลับกัน ถ้าคุณกล้าเสี่ยง ในขณะที่เรากลัวและ ทุกคนกลัว อันนี้มันแทบจะตรงข้าม เพราะ ในเวลาที่ทุกคนกลัวก็คือ เวลาที่เราน่าลงทุนที่สุด แต่แปลกไหมล่ะ ทุกคนกลับกล้าเสี่ยงสุดๆ ในขณะที่ทุกคนรู้สึกดี รู้สึกโลภ รู้สึกคึกคะนอง
สรุปง่ายๆ ว่า วัฒนธรรมของ Wall-Street เขาสร้าง Greed “สร้างความโลภ” ..ถ้าใครเคยดูหนังเรื่อง Wall-Street จะจำประโยค สุด Classic ได้ดี ที่ Gordon Gekko พูดว่า “Greed is Good”
ความโลภคือ สิ่งที่ดี !! “Greed is Good” มันฟังดูโคตรเท่ห์เลย หากเราเป็นผู้ชนะในเกมการเงิน ..แต่วันใดที่เราแพ้ มันไม่ตลกเลย เพราะ เราจะเสียหายเยอะมากๆ ...ถ้าถามตามสถิติ คุณไปดูเลยว่า ตลาดหุ้นมันขับเคลื่อน จาก Greed & Fear แต่เอาเข้าจริง สิ่งที่ทำให้คนเสียหาย และ ล้มละลาย มันคือ Greed “ความโลภ”
ที่เล่าเรื่อง Wall-Street เพิ่ม เพราะ ต้องการชี้ให้เห็นว่า ในโลกของทุนนิยมปัจจุบัน มันแทบจะเป็นไม่ได้เลยที่เราจะหนี วัฒนธรรมแห่งความโลภได้ แต่คุณรู้ไหมว่า ที่ Silicon Valley เขาสร้าง วัฒนธรรมแห่งความคิด ขึ้นมาลบ วัฒนธรรมแห่งความโลภได้
ที่เขาทำแบบนั้นได้ เพราะ คนเก่งที่ Silicon Valleyดันรวยกว่า คนเก่งที่ Wall-Street มากนัก ..ใครๆ ก็รู้จักเจ้าของ Google ..เจ้าของ Amazon ..เจ้าของ Facebook
เอาแค่ 3 บริษัทที่กล่าวมา Google / Amazon / Facebook คุณจะเห็นเลยว่า เจ้าของเขาแทบไม่ได้สนใจเรื่องเงินเลย ..เดี๋ยว!! หลายคนอาจจะบอกว่า “ก็เขารวยมากแล้วนี่ ถึงได้ไม่สนใจเรื่องเงิน” แต่จริงๆ ไม่ใช่เลย เขาไม่ได้สนใจเรื่องเงินตั้งแต่บริษัทเขาเล็กๆ
ใน Silicon Valley มีเจ้าของบริษัทอยู่ 2 แบบ อันที่หนึ่ง คือ ปั้นบริษัทเพื่อขาย พวกนี้ก็รวยนะ แต่จะรวยแค่ระดับนึง ..อีกพวกคือ ปั้นบริษัทเพื่อเปลี่ยนโลก พวกนี้บ้าโคตรๆ เป้าหมายเดียว คือ ท้าทายทุกสิ่งทุกอย่างในโลกมนุษย์ ..ประมาณว่า พวกเขาสามารถสร้างสิ่งที่ดีกว่า ด้วยต้นทุนที่ต่ำกว่า
อย่าง Elon Musk เขาสร้าง “Space X” บริษัทเอกชน ที่แข่งกับ NASA ..เพื่อไปถึงอวกาศ ให้ดีกว่า NASA ด้วยต้นทุนที่ต่ำกว่า NASA ...คุณคิดดูซิ ว่า NASA เป็นองค์กร ที่รวมมันสมองที่เก่งที่สุดในโลกไปรวมกัน แต่ Elon Musk ต้องการชนะกลุ่มคนเหล่านี้
ใช่!! ในที่สุดเขาชนะครับ ...บ้าไหม -- ถามหน่อย ถ้าคุณจะเอาชนะคนที่เก่งที่สุดในโลก คุณจะทำอย่างไร
แน่นอน ถ้าคุณคิดและทำ วิธีที่คนเก่งที่สุดในโลกทำ คุณไม่มีทางชนะ ..ดังนั้น สิ่งที่ Elon Musk ทำ คือ ทำทุกอย่างที่ตรงข้ามกับที่ NASA ทำ เรียกว่า เริ่มจากศูนย์ คิดใหม่ ..เช่น สมมุติ NASA ใช้ น้ำมันเป็นเชื้อเพลิง ..ไอ้นี่ต้องใช้ น้ำเปล่า เป็นเชื่อเพลิง
ครับ!! ผมไม่ได้ตลก แค่อยากจะบอกว่า ที่ Amazon สามารถขึ้นมาท้าทาย บริษัทค้าปลีกขนาดใหญ่ เพราะ Amazon ไม่มีอะไรที่เหมือน ค้าปลีกเดิมเลย ..แล้วคุณล่ะ ลองคิดสนุกๆ ว่าจะทำอะไรดีแบบ Silicon Valley ดู ...มันส์แน่ !!







