
อภิรัฐประชาชน
รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ต้องตอบโจทย์เรื่องการสร้างความปรองดองและแก้ปัญหาความขัดแย้งให้ได้
โดย....อสนีบาต
จะย้อนยุคกลับไปสมัยรัชกาลที่ 7 ด้วยการแต่งตั้ง "อภิรัฐมนตรี" เพื่อมาเป็นองค์คณะตัดสินความขัดแย้งเรื่องใหญ่ๆ ที่เกิดขึ้นระหว่าง บริหาร-นิติบัญญัติ-ตุลาการ
หรือจะใช้คำสวยหรูสร้างดุลอำนาจใหม่ เป็นอำนาจที่ 4 เข้ามาควบคุม 3 อำนาจตามโครงสร้างประชาธิปไตยอีกทีก็ยังเป็นแค่บทสรุปจากที่ประชุมวิชาการสถาบันพระปกเกล้าเท่านั้น
ถ้อยแถลงชนิดต้องกรอเทปฟังอีกรอบ เกี่ยวกับที่มาองค์กรอิสระต้องหลากหลาย ยึดโยงประชาชน อีกทั้งการใช้อำนาจองค์กรอิสระต้องถูกตรวจสอบและรายงานผลต่อสาธารณะเสมอหรือข้อเสนอให้ปรับบทบาท คณะกรรมการการเลือกตั้งให้จัดเลือกตั้งอย่างเดียว ไม่มีอำนาจวินิจฉัยการให้ใบเหลือง-ใบแดง รวมถึงข้อเสนอเกี่ยวกับศาลรัฐธรรมนูญให้มีที่มายึดโยงประชาชนโดยไม่ให้เสียความเป็นผู้เชี่ยวชาญในเวลาเดียวกัน
ล้วนทำให้ออกอาการใจระทึกตามๆ กันต่อการได้เห็นเค้าโครงรัฐธรรมนูญผ่านมุมมองนักวิชาการผู้มากประสบการณ์ตัดต่อพันธุกรรมรัฐธรรมนูญกันมาหลายยุคหลายสมัย
ขอย้ำและขอย้ำนี่เป็นเพียงข้อสรุปคร่าวๆเท่านั้น
ภาพชวนฝันรัฐธรรมนูญฉบับใหม่กำลังจะกลายเป็นรัฐธรรมนูญฉบับอภิมหาอำนาจเหนืออำนาจ
แต่อย่าลืมว่าอีกอำนาจที่สมควรรับฟังความคิดเห็นของเขาด้วย นั่นคืออำนาจประชาชน
ถ้าจะบอกว่ากำลังจะมีอำนาจที่ 4 ในการสร้างดุลอำนาจใหม่ คง ต้องเหลียวมองอำนาจที่ 5 ที่กำลังติดตามการร่างรัฐธรรมนูญด้วยเช่นกัน
"อภิรัฐประชาชน" เป็นอำนาจยิ่งใหญ่นัก
เหมือนที่ บวรศักดิ์ อุวรรณโณประธาน กมธ.รธน. กล่าวไว้ในงานเดียวกัน ไม่อาจนำรัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 และปี 2550 ซึ่งจุดชนวนความขัดแย้งทางการเมืองมาปะผุ
แต่รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ต้องตอบโจทย์เรื่องการสร้างความปรองดองและแก้ปัญหาความขัดแย้งให้ได้
...อสนีบาต...บอกได้เลยว่านี่คือเจตนารมณ์รัฐธรรมนูญที่ถูกต้องที่สุด
ความหมายของบวรศักดิ์ไม่ต้องตีความตามสไตล์มวลมหาประชาชนที่กำลังหวาดระแวงจะมีการนิรโทษกรรม
ประธาน กมธ.รธน.ยืนยันแล้วว่าไม่ได้มีวาระซ่อนเร้นถึงขนาดนั้น
หากแต่จะทำอย่างไรให้ทุกฝ่ายยอมรับรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
ถือว่าเป็นการเขียนรัฐธรรมนูญฝ่ามรสุมเกลียวคลื่น อีกทั้งต้องผจญเสือสิงห์กระทิงแรด ที่รออยู่ในป่าเถื่อน
เพราะคนร่าง รธน.ไม่ได้ใช้แต่คนใช้ไม่ได้ร่าง จะทำอย่างไรได้ในเมื่อคนร่าง รธน.ถูกกฎเหล็กในรัฐธรรมนูญชั่วคราวห้ามลงเล่นการเมือง 2 ปี นับจากรัฐธรรมนูญมีผลบังคับใช้ ขณะที่คนใช้รัฐธรรมนูญได้แต่เฝ้ารอเวลาลงเล่น ระหว่างนี้พ่นเสียงวิจารณ์ทั้งๆ ที่ยังไม่เห็นเนื้อหา แต่สามารถหยิบจับมโนขึ้นเขียงสับเละไม่เป็นชิ้นดี อีกอย่างนักการเมืองผู้อ้างตนเป็นนักประชาธิปไตยสมบูรณ์แบบ รอเวลาเข้ามาแก้ไขรัฐธรรมนูญท่าเดียว
ทำให้คณะร่างฯ ต้องหาทางสกัดด้วยการเตรียมวิธีใดวิธีหนึ่ง จะว่าด้วยการเขียนมาตราให้แก้ไขรัฐธรรมนูญทำได้ยากยิ่งขึ้น หรือกำหนดบทลงโทษทางการเมืองให้สาสม
โดยเฉพาะกับผู้มีหน้าที่บริหารบ้านเมืองแต่เข้ามาแล้วกลับพิศวาสอยากแก้รัฐธรรมนูญเป็นวาระเร่งด่วน เพื่ออำนวยความสะดวกให้พวกพ้องวงศ์วาน
แค่นี้ก็ปวดเฮดแล้วว่าจะทำกันอย่างไรในการหาจุดยอมรับกันให้ได้
กรอบรธน.อันฟุ้งกระจาย ไม่ว่า“รัฐธรรมนูญฉบับใหม่มีจำนวนมาตราน้อยลง -สร้างดุลอำนาจใหม่ -ปรับเพิ่มลดองค์กรอิสระ-กำหนดบทลงโทษนักการเมืองทุจริตคอร์รัปชั่นให้หนักขึ้น- ต้องแสดงความรับผิดชอบทางการเมือง ต้องแสดงความรับผิดชอบต่อสังคม ไปถึงการวางกับดักให้การแก้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่แก้ไขได้ยากยิ่งยิ่งขึ้นฯลฯ”
สุดท้ายก็คงต้องใช้อำนาจประชาชนลงประชามติตัดสินนั่นแหละพี่น้อง







