
ทูตสีเขียว
ไม่ธรรมดาอย่างยิ่ง สำหรับการเดินทางไปญี่ปุ่นของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และ รมว.กลาโหม
โดย...ณ กาฬ เลาหะวิไลย
ไม่ธรรมดาอย่างยิ่ง สำหรับการเดินทางไปญี่ปุ่นของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และ รมว.กลาโหม ที่บินออกจากประเทศไทยตั้งแต่วันที่ 6 พ.ย. ตามคำเชิญของกระทรวงกลาโหมญี่ปุ่น
ตามข่าวที่ออกมา พล.อ.ประวิตรจะไปพบกับ อากิโนริ อีโต รัฐมนตรีกลาโหมญี่ปุ่น เพื่อหารือแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในด้านความมั่นคงของภูมิภาคและความร่วมมือทางทหารระหว่างกัน
นอกจากนั้น ยังเป็นการสานต่อความสัมพันธ์และความร่วมมือระหว่างกัน หลังจากที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ พบปะหารือกับ ชินโสะ อาเบะ นายกฯ ญี่ปุ่น ณ กรุงมิลาน ประเทศอิตาลี ที่ผ่านมา
มองเผินๆ เหมือนกับการเยือนตามปกติ
แต่หากไล่เลียงเหตุการณ์ต่างๆ จะพบความไม่ธรรมดา
อย่าลืมว่า ก่อนหน้านี้เพียงสัปดาห์เดียว พล.อ.ประวิตร เพิ่งเดินทางไปเยือนประเทศจีนมาหมาดๆ
สิ่งที่เจรจากับจีนมีทั้งการขอให้จีนซื้อยางพาราและข้าวเพิ่มขึ้น
นอกจากนั้น ยังมีประเด็นสำคัญก็คือ ไทยพร้อมจะร่วมมือกับจีนในโครงการก่อสร้างรถไฟฟ้า สายหนองคาย โคราช มาบตาพุด ที่จะเชื่อมโยงโครงรถไฟจากคุนหมิง มายังนครเวียงจันทน์ ที่เป็นยุทธศาสตร์สำคัญของจีน เพื่อให้มณฑลทางใต้มีทางออกทะเลในแถบสุวรรณภูมิ
ทั้งหมดจึงกลายเป็นประเด็นที่จำเป็นต้องมีการเจรจาความเมืองกับญี่ปุ่นด้วย
เพราะก่อนหน้านี้ ญี่ปุ่นเคยขอให้ไทยแสดงท่าทีที่แน่ชัด โดยให้เลือกญี่ปุ่นเป็นผู้ได้ระบบสัมปทานรถไฟฟ้าที่ไทยจะลงทุน
และจู่ๆ ไทยก็บินไปจีน โดยมีการเจรจากันถึงโครงการรถไฟฟ้าจากหนองคายที่จะเชื่อมกับเวียงจันทน์ ราวกับจะลืมญี่ปุ่น
พล.อ.ประวิตร ที่เป็นหัวหน้าคณะเดินทางไปจีน จึงต้องรับบทในเกมทูตสีเขียว เป็นหัวหน้าคณะไปญี่ปุ่นอีกในเวลาไล่เลี่ยกัน
และแน่นอนว่าในครั้งนี้ย่อมจะต้องมีข้อความทางการเมืองผูกติดไปด้วย
เป็นการส่งสัญญาณ หรืออาจเรียกได้ว่าเป็นสัญญาใจว่า ไทยไม่ลืมญี่ปุ่น โดยเฉพาะยังมีโครงการลงทุนอื่นๆ ที่เปิดกว้างให้ญี่ปุ่น
ทั้งหมดเป็นการปูพื้นฐานก่อนการขมวดปม ในการประชุมกลุ่มประเทศสมาชิกเอเปก ที่กรุงปักกิ่ง ประเทศจีน ช่วงสุดสัปดาห์นี้
และกลไกสานผลประโยชน์ร่วมกันจะได้รับการตัดสินใจขั้นสุดท้าย จากการที่ พล.อ.ประยุทธ์ มีกำหนดพบปะทั้งผู้นำจีน ทั้งผู้นำญี่ปุ่น
การทูตสีเขียวจะเข้มและขลังขนาดไหน
อดใจรอดูผลอีกเพียงไม่กี่วัน







