posttoday
The Silicon Valley วัฒนธรรมแห่งความคิด ตอนที่ 1

The Silicon Valley วัฒนธรรมแห่งความคิด ตอนที่ 1

21 ตุลาคม 2557

โดย....ภาววิทย์ กลิ่นประทุม ที่ปรึกษาการลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน)

โดย....ภาววิทย์ กลิ่นประทุม ที่ปรึกษาการลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน)

สมัยตอนเรียนหนังสือ ผมถือว่าเป็นเด็กเรียนคนนึงที่ชิวมาก เพราะ ผมก็เหมือนทายาทธุรกิจทั่วไปที่มองว่า เดี๋ยวพอผมเรียนจบ ผมก็จะมาทำงานเหมือนคุณพ่อ เป็นผู้จัดการบริษัท

เด็กๆ ผมก็มักจะถามพ่อว่า “พ่อครับผมต้องเรียนอะไร ถึงจะได้เป็นผู้จัดการบริษัทของพ่อครับ” ..พ่อบอกผมว่า “เรียนวิศวะซิลูก เพราะงานของพ่อ ต้องดูแลบริษัทขนส่ง ดังนั้น การคำนวณสำคัญมาก”

วันนั้นผมมีเป้าหมายชีวิตที่ชัดเจนมาก ..ใช่!! ผมต้องเรียนวิศวะ

แต่ปัญหาก็คือ ผมโง่เลขมาก ..จริงๆ ผมเป็นเด็กเก่ง ยกเว้น 2 วิชา คือ เลข กับ ภาษาอังกฤษ ..ซวยละซิ!! แล้วทั้งสองวิชานั้นคือ สองวิชาที่ควรเรียนเก่งที่สุดหากต้องเรียนสายวิศวะ ดังนั้น สิ่งที่ผมทำคือ ไปหาที่เรียนพิเศษเพื่อจะติวเข้มสองวิชานี้

ที่ผมเล่าคงเหมือนกับชีวิตของเด็กหลายๆ คนที่ เอาอาชีพของพ่อแม่เป็นต้นแบบ ..แล้ววัฒนธรรมการเรียนพิเศษของเด็กไทยก็เริ่มขึ้น ..เราเรียนกันหนักมาก เรียกได้ว่า เรียนหนักกว่าเรียนจริงที่โรงเรียนเสียอีก

จุดเปลี่ยนผมอยู่ที่บ่ายวันนึง ตอนนั้นผมเรียนอยู่ ม.5 คุณพ่อกลับบ้านมาแล้วบอกผมว่า “พ่อเลิกทำบริษัทแล้ว”

เฮ้ย!! ..แล้วผมจะทำอะไรต่อ พ่อเลิกบริษัทแล้ว ... “ตอนนั้นมึนไปหลายวัน ..จากเดิมไม่เครียดว่า อนาคตจะเป็นอย่างไร ชิวๆ ..กลายมาเป็นเกิดคำถามในหัวมากมาย ว่าแล้วเราจะทำอะไรดี ..ทำอะไร ..ทำอะไรดี ?”

จริงๆ จุดนั้นเป็นทั้ง วิกฤตและโอกาสของชีวิตผมเลยก็ว่าได้ ..เพราะถ้าบ่ายวันนั้น พ่อไม่เดินกลับมาบอกว่าเลิกทำบริษัท ..ป่านนี้ผมคงเป็นวิศวกร และ ก็เป็นผู้จัดการบริษัทขนส่งต่อจากพ่อ ..ใช่!! จุดนั้นผมเรียนรู้ได้ว่า จุดเปลี่ยนของชีวิตเรามันเกิดขึ้นเสมอ และจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญมันมักจะมาจากจุดที่เราไม่คาดคิด

และที่เด็ดกว่านั้น คือ ผมได้เรียนรู้ว่า ยิ่งจุดเปลี่ยนมันทำให้เราเครียดมากแค่ไหน -- จุดนั้นแหละ ไม่ได้เรียกว่าจุดเปลี่ยน แต่มันเรียกว่าโอกาสต่างหาก -- “แม่เจ้า ยิ่งมืด ยิ่งเห็นดวงดวง.. ไม่ผิดละ!!”

วันนี้ผมเดินสายทำโครงการพัฒนาทายาทธุรกิจกับธนาคารกรุงเทพ แล้วเดินสายทั่วประเทศ ทำให้ผมเข้าใจหัวอกของทายาทธุรกิจเอามากๆ เลย ..ส่วนใหญ่ทายาทธุรกิจ ก็มักจะมองว่า เขาต้องทำกิจการต่อจากพ่อ ดังนั้น ไม่ต้องคิดมาก เพราะเป้าหมายของเขาชัดเจนอยู่แล้ว คือ เขารู้ว่าถนนทุกสายมันพุ่งไปที่สืบต่อธุรกิจ

ก็ดีนะครับ ถ้าโลกมันไม่ได้เปลี่ยน คนเหล่านี้คงสามารถสืบทอดกิจการต่อจากพ่อแม่ แล้วทำต่อไปเรื่อยๆ ..แต่ปัญหาคือ โลกปัจจุบันมันบ้ากว่านั้น ..ถ้าใครยังจำ Nokia ได้ เมื่อประมาณ 3 ปีที่แล้ว Nokia ยังเป็นบริษัทมือถือที่รายใหญ่ที่สุดของโลก แต่วันนี้เจ๊งเรียบร้อย ..ใช่!! ครับวันนี้ไม่มีใครใช้มือถืออีกแล้ว

จริงๆ วันนี้คุณแทบจะไม่สามารถซื้อมือถือเฉยๆ ได้แล้ว เพราะ มันมีแต่ Smart Phone ..แล้วที่สำคัญวันนี้เจ้าตลาดมือถือที่ครองตลาดโลก ไม่ใช่บริษัทมือถือ แต่เป็น บริษัท Computer ซึ่งก็คือ Apple และ Samsung ..จะเห็นได้ว่า Nokia เขาไม่ได้เจ๊ง เพราะ ทำโทรศัพท์มือถือไม่ดี (เพราะ มือถือ Nokia มีคุณภาพมาก) แต่ Nokia เจ๊ง เพราะ เขาไม่คาดคิดว่า คนจะอยากได้ “Computer มือถือที่โทรศัพท์ได้”

วันนี้โรงงานในประเทศไทย เริ่มเจอปัญหาคือ ธุรกิจที่ตัวเองทำอยู่มันหายไปเลย คล้าย Nokia เช่น บางคนทำโรงงานผลิตสินค้าให้ Brand ใหญ่ๆ อย่าง Nike หรือ Adidas แต่พอวันดีคืนดี บริษัท Nike ก็เดินมาบอกว่า “เขาจะย้ายไปใช้โรงงานในเวียดนามผลิตแทน” ..แล้วสักพัก รัฐบาลก็ขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ เป็น 300 บาท -- ตกลงอยู่ดีๆ สรุปว่า ยอดขายหายไปเลย ต้นทุนก็เพิ่ม ..กำไรหด ติดหนี้ ซวย ...เอาไงต่อล่ะ !!

นี่เป็น Case ที่ผมเจอเยอะมาก เพราะ วันนี้ทุกโรงงานกำลังเข้าสู่จุดเปลี่ยน เนื่องจาก คู่แข่งเข้ามาเพิ่ม ตลาดเปลี่ยนไป แถมต้นทุนเพิ่มขึ้น ..มันกลายเป็นความเครียดที่คาอกทายาทธุรกิจ
สิ่งที่ผมแนะนำทายาทธุรกิจ ก็คือ เอาประสบการณ์ผมมาเล่าให้ฟัง ...สิ่งแรกที่ผมพูดก็คือ “วิกฤตน่ะ คือ โอกาสครั้งสำคัญที่สุดในชีวิต !!”

หลังจากพูดคำนี้ขึ้นมา ทายาทธุรกิจที่มาฟัง ก็ทำหน้า งง ๆ ..ตกลงว่า มันโอกาสตรงไหนอ่ะ ..เห็นแต่วิกฤต มองไม่เห็นโอกาสเลย เครียดสุดๆ

สัปดาห์หน้าเราจะมาคุยกันว่า “การเปลี่ยนแปลงของทุกธุรกิจ มันคือ วิกฤตที่เปลี่ยนเป็นโอกาสได้อย่างไร” ..ผมมีเคล็ดลับดีๆ มาฝาก แล้วสัปดาห์หน้า จะมาเล่าให้ฟังครับ ..The Silicon Valley วัฒนธรรมแห่งความคิด -- ทุกอย่างเปลี่ยนที่ความคิดจริงๆ !!

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท