posttoday
เรียนรู้จาก Patek !! ตอนที่ 2

เรียนรู้จาก Patek !! ตอนที่ 2

07 ตุลาคม 2557

โดย....ภาววิทย์ กลิ่นประทุม ที่ปรึกษาการลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน)

โดย....ภาววิทย์ กลิ่นประทุม ที่ปรึกษาการลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน)

วันนี้โลกเราก้าวสู่ยุค Information ก็คือ ข้อมูลข่าวสารทะลัก ...คนฉลาดขึ้นแบบก้าวกระโดด และ นั่นแหละ คือ ความยากของการทำธุรกิจ

คุณคิดดูนะ การทำธุรกิจ ก็คือ การวางแผนให้ลูกค้าซื้อสินค้าและบริการ ซึ่งในอดีต วิธีการง่ายที่สุดก็คือ TV เพราะ มันเข้าถึงทุกบ้าน ดังนั้น ใครมีเงินเยอะ การันตี ชนะแน่นอน เป็น Winner เกม โดยแท้ ..ใครมีเงินที่สุด ก็ได้เปรียบที่สุด

แต่วันนี้ลองดูการเปลี่ยนแปลง เดี๋ยวนี้การจะเข้าถึงคนจำนวนมาก มันแทบไม่เป็นประโยชน์ ..ถึงแม้จะเข้าถึงจริง คนที่เลือกที่จะไม่สนใจ เพราะเนื่องจากข้อมูลข่าวสารในปัจจุบัน มัน Overload สุดๆ ..ตั้งแต่ตื่นนอน เราก็เจอ Social Media แล้ว

นั่นแหละ เปิดโทรศัพท์ตอนเช้า ก็เข้า Social Media แล้ว ...ดังนั้น ลองมองดีๆ ถ้าวันนี้จะเอาสื่อที่เข้าถึงคนแบบ Mass แบบสมัยทีวี ก็ต้อง Social Media เพราะ วันนี้คนรุ่นใหม่เลิกดูทีวีไปแล้ว ..เขาเลิกดูผ่าน TV แต่ข้อมูลเขาเสพผ่านช่องทางต่างๆ แบบครบวงจร ดังนั้น ถ้าพูดในฐานะนักการตลาดหรือนักขายรุ่นใหม่ มันต้องเปลี่ยนโจทย์

ทำยังไงถึงจะเปลี่ยนโจทย์ เรื่องการขาย และ การตลาด ที่เหมาะกับยุคนี้ ?

ใช่!! ลองศึกษา Patek Philippe ดู ...

สิ่งที่น่าเรียนรู้จากเขามันเริ่มจากการขาย Asset เลย เพราะ โดยมากวันนี้ธุรกิจส่วนใหญ่ ขายขยะ ..คิดง่ายๆ ของทุกอย่างที่เราซื้อมาใช้เพื่อทิ้ง นั่นก็คือ ธุรกิจผลิตขยะเพื่อขาย ซึ่งหลักการสำคัญ ก็คือ สร้างให้คนอยากซื้อของเหล่านั้นในเวลารวดเร็วๆ ให้รีบๆ ใช้ แล้วจะทิ้งก็ว่ากันไป

แต่ในมุมของ Patek ไม่ใช่ เขาทำนาฬิกา ให้กลายเป็น Asset เพราะ เขามีการผลิตที่ทำทุกส่วนดัวยตัวเอง เพื่อ Control Supply ของนาฬิกา ...อย่างที่ผมบอกคราวที่แล้วว่า สิ่งที่จะเรียกว่า Asset ต้องมีคุณสมบัติ 3 ข้อ คือ คนต้องการ , มีจำนวนจำกัด และ ยิ่งเก็บราคายิ่งขึ้น

นาฬิกา Patek เขาทำได้ทั้ง 3 ข้อ ..นอกจากนี้ นาฬิกาทุกชิ้นที่ผลิตโดยเขา เขาสามารถซ่อมได้หมด ...นั่นแปลว่า ทุกอย่างแม้จะเก่า แต่สุดท้ายเขามีอะไหล่ให้เปลี่ยน ..อันนี้เท่ากับว่า นาฬิกาเขาต่างจากนาฬิกาทั่วไป ที่พอเสียแล้วโยนทิ้งซื้อใหม่คุ้มกว่า

แค่นี้เราก็เห็นแล้วว่า ความคิดในการทำธุรกิจของ Patek กับ นาฬิกาอื่นๆ ทั่วโลก มันแทบจะอยู่ตรงข้ามกัน ..อย่าง Patek ถ้ามองให้ดี มันแปลว่า นาฬิกาทุกเรือนของเขาสุดท้ายกลายเป็น Asset เพราะ ราคามันสูง ดังนั้น ธุรกิจแบบนี้ได้เปรียบมาก

อย่างที่เคยเล่าว่า ผมคุยกับ พ่อค้าทอง และ ของเก่า เขามักจะบอกผมว่า ธุรกิจเขาไม่เน้นขาย ...เอ้า!! แล้วจะเปิดร้านทำไร ?

พอเขาบอกให้ฟังว่า ของที่เขาขายทุกอย่างในร้าน เขาต้องเลือกมาแล้ว ว่าเป็น Asset คือ ราคาต้องขึ้น ยิ่งเก็บนาน ราคายิ่งขึ้น แล้วก็เป็นที่นิยม ซื้อง่ายขายคล่อง

เราคุยกันมาถึงตรงนี้ คุณมองเหมือนผมไหมว่า โลกเรามันแปลก เพราะ ของอย่างของกิน อาหาร ที่ทำแล้วต้องทิ้งกลับมีราคาถูก ทั้งที่มนุษย์ขาดไม่ได้เลย แต่ของที่เป็น Asset กลับมีราคาสูง แล้วยิ่งเก็บราคาก็ยิ่งสูง

ความจำเป็นในการที่พ่อค้าต้องรีบขายของแทบไม่มี เพราะ ถึงขายไม่ได้ ก็รวยเพราะราคาของมันขึ้นอยู่ดี

คุณลองไปดูซิว่า ประเทศที่เจริญมากๆ สุดท้าย เขาพยายามผลิตสินค้าแบบนี้ออกมา เป็นศิลปพ วัฒนธรรม มากมาย แต่ประเทศด้อยพัฒนา มีแต่มุ่งสร้างโรงงานนรกแข่งกันลดต้นทุน แล้วก็กดขี่แรงงานเด็กเพื่อจะได้ค่าแรงที่ถูกที่สุด ให้ผลิตของให้ถูก แล้วจะได้ขายตัดราคาคู่แข่ง

ผมว่า สิ่งที่ Patek สอนเราได้ดี ก็คือ การเข้าใจในธุรกิจตัวเอง

คนรวยอย่างที่บอกก็คือ คนที่ซื้อถูกขายแพง หรือ คนที่ซื้อ Asset แล้วไม่ขายเลย ปล่อยให้ราคาของ Asset สูงไปเรื่อยๆ

ที่เด็ดกว่านั้นก็คือ หาก Asset อะไรก็ตาม ที่ยิ่งเก็บราคายิ่งเพิ่ม แล้วมันสร้างเงินให้เราได้ระหว่างถือ คงเป็นสุดยอด เครื่องผลิตเงิน ที่ยิ่งเก็บยิ่งรวย คุณว่า สิ่งนั้นมันมีในโลกไหม ?

มีดิครับ “หุ้นปันผล” ไง ...ฮ่า ฮ่า -- ใครว่างๆ ลองแวะไปร้านหนังสือ เอาหนังสือ ออมในหุ้น มาอ่านดู ..แล้วคุณจะรู้ว่า มนุษย์เงินเดือนรวยแบบชิวๆ มันทำได้อย่างไร !!

จัดไป !!

ข่าวล่าสุด

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ