
สุขจริงหนอ
การตัดสินใจที่ประหลาดและพิสดารในยุครักษาความสงบและคืนความสุข ปรากฏให้เห็นแล้ว
โดย...ณ กาฬ เลาหะวิไลย
การตัดสินใจที่ประหลาดและพิสดารในยุครักษาความสงบและคืนความสุข ปรากฏให้เห็นแล้ว
นั่นก็คือการเร่งขายยางในสต๊อก จำนวน 2 แสนตัน โดยกระทำก่อนที่จะมีการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ไม่นานนัก
ผู้ที่เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงสำคัญก็คือ พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ อดีตผู้ช่วย ผบ.ทบ. และรองหัวหน้าฝ่ายเศรษฐกิจ คสช.
ปัญหาสต๊อกยางพาราเกิดขึ้นในช่วงรัฐบาลก่อน ซื้อยางเข้ามาเพื่อพยุงราคาจำนวน 2.1 แสนตัน โดยใช้เงินกว่า 2 หมื่นล้านบาท
เมื่อเก็บไว้นานๆ ก็มีความพยายามจะระบายขายยางหลายครั้งแต่ก็ทำไม่สำเร็จ
จนกระทั่งเกิดการปฏิวัติ อยู่ในช่วงทหารสั่งการ การขายยางจึงกลายเป็นวาระคืนความสุขแบบเร่งด่วน ฉับพลัน
ขณะนั้นมีเสียงคัดค้านอย่าเพิ่งขายยาง เนื่องจากจะมีผลกระทบต่อราคายางพาราในประเทศที่กำลังอยู่ในช่วงกรีดยาง และมีผลผลิตออกมามากอยู่แล้ว
การขายยางจะเท่ากับเป็นการซ้ำเติมราคาให้ตกต่ำ
นอกจากนั้นยังมีข้อเสนออีกว่า ถ้าต้องการขายยางขอให้ทำในช่วงยางผลัดใบ ที่ผลผลิตออกมาไม่มากนักจะดีกว่า
ทว่า คำคัดค้านเหล่านี้กลับเหมือนสายลมที่ผ่านเลย
สุดท้ายมีการทำสัญญาขายยาง 1 แสนตันให้บริษัทนายหน้า ที่จัดตั้งขึ้นที่ประเทศสิงคโปร์
แต่ในวงการค้ายางต่างระบุว่าบริษัทแห่งนี้มีคนไทยเข้าไปยุ่มย่ามอยู่ด้วย
หลังจากทำสัญญาขายยาง สิ่งที่เกิดขึ้นทันทีก็คือราคายางในประเทศหัวทิ่มบ่อ
ขณะเดียวกัน เมื่อถึงเวลาส่งมอบยางตามสัญญา ผู้ซื้อกลับเบี้ยวไม่รับมอบสินค้า กลายเป็นเล่นลิเก เล่นงิ้วแหกตากันดื้อๆ
แม้ในหนังสือสัญญาการซื้อขายระบุว่า หากผู้ซื้อไม่ยอมรับมอบสินค้าพ้นระยะเวลาตามสัญญา ต้องจ่ายค่าปรับตันละ 6.6 เหรียญต่อเดือน รวมถึงกรณีที่รัฐบาลต้องขายยางครั้งใหม่ ถ้าได้ราคาต่ำกว่าเดิม ผู้ซื้อรายนี้ก็ต้องชดเชยความเสียหายให้ด้วย
แต่คำถามก็คือ จะไปฟ้องร้อง จะไปตามหาบริษัทโบรกเกอร์รายที่ว่าที่ไหน เพราะไม่ได้อยู่เมืองไทย ดีไม่ดีไม่เปิดแนบปิดบริษัทล่องหนไปแล้วหรือ
เท่ากับว่าเงินขายยางก็ไม่ได้ ระบายสต๊อกก็ไม่ออก แต่ชาวสวนเจ็บหนักจากราคาที่รูดลงเรียบร้อย
การขายยางจึงเป็นสุดยอดแห่งสุข ในมหกรรมคืนความสุขมอบให้ชาวสวนยางแท้ๆ
และเป็นเรื่องที่พิลึกกึกกือน่าอัศจรรย์ใจเป็นอย่างยิ่ง
(ปล.ในสัปดาห์หน้าผมเดินทางไปต่างประเทศ จึงขอพักมุมขวาหน้า 3 จนกว่าจะกลับมาครับ)







