
ภาวะเคืองใจ
ช่วงฮันนีมูนความชื่นมื่นในการบริหารประเทศของทั้ง คสช. และรัฐบาลใหม่ ทำท่าจะหดหายไปเรื่อยๆ
โดย...ณ กาฬ เลาหะวิไลย
ช่วงฮันนีมูนความชื่นมื่นในการบริหารประเทศของทั้ง คสช. และรัฐบาลใหม่ ทำท่าจะหดหายไปเรื่อยๆ
เพราะนโยบายของรัฐบาลเริ่มกระทบกับคนหมู่มาก โดยเฉพาะทำให้เกิดความรู้สึกว่าเงินในกระเป๋าของทุกคนกำลังลดน้อยถอยลง
เริ่มจากเกษตรกร ชาวไร่ ชาวนา พืชผลการเกษตรราคาตกต่ำลง และรัฐบาลเลิกนโยบายประกันราคา อย่างข้าวที่เคยได้เกวียนละ 1.5 หมื่นบาท ก็เหลือแค่ 8,500 บาท
ถัดมาเศรษฐี คนเมือง ก็ต้องเจอกับภาษีสารพัน ตั้งแต่ภาษีมรดก ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง รวมถึงการปรับขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม และเลิกค่าลดหย่อนภาษีกองทุนหุ้นระยะยาว
พลังงาน ทั้งก๊าซ น้ำมันดีเซล ก็มีแผนจะรื้อโครงสร้างราคาเช่นกัน
ทั้งหมดที่รัฐบาลกำลังจะทำ...ว่าไปแล้วเป็นสิ่งที่ถูกต้อง
เพราะการประกันราคาข้าว การอุดหนุนราคาพลังงานเป็นสิ่งที่ฝืนกลไกตลาด ทำไปมีแต่จะทำให้เกิดภาระ สุดท้ายจะกลายเป็นวิกฤตในอนาคต
ส่วนการปรับขึ้นภาษีเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงได้ยาก ไม่เพียงแต่เรื่องการลดความเหลื่อมล้ำ แต่ทว่าเพื่อพยุงฐานะการคลัง จากปัญหาหนี้สะสมอันเนื่องด้วยสารพัดโครงการใช้จ่ายเงินของรัฐบาลในอดีต
แต่อีกนั่นแหละ สิ่งที่ถูกต้องมักจะสวนทางกับสิ่งที่ถูกใจเสมอ
เป็นธรรมชาติที่คนไม่ชอบยาขม แต่ต้องการขนมหวาน
การบริหารงานของรัฐบาล ถ้าเลือกความถูกต้องก็มักจะสวนทางกับความถูกใจ โดยเฉพาะถ้าไปกระทบกับเงินในกระเป๋าในภาวะเศรษฐกิจซบเซา
ทั้งหมดทำให้เหมือนกับว่าการปฏิรูปประเทศมีต้นทุนที่ทุกคนต้องจ่าย และแน่นอนว่าจะต้องเกิดการเปรียบเทียบระหว่างต้นทุนที่จ่าย กับสิ่งที่ได้รับมา
ต้นทุน หรือสิ่งที่ได้รับมา อาจเป็นในรูปของเงินในกระเป๋า ความรู้สึกทางจิตใจ ความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง สถานการณ์ทางเศรษฐกิจ ฯลฯ
ถ้าต้นทุนที่จ่ายไปมีน้อยหรือยังไม่เห็น ขณะที่สิ่งที่ได้รับมามีมาก ก็เรียกได้ว่ายังอยู่ในช่วงคืนความสุข หรือฮันนีมูน
แต่หากต้นทุนที่จ่ายไปเริ่มเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แต่ก็ยังน้อยกว่าสิ่งที่ได้รับมา ก็ยังไม่มีปัญหา โดยอยู่แค่ภาวะเคืองใจ
ในทางกลับกัน ถ้าต้นทุนที่จ่ายมากกว่าสิ่งที่ได้รับ ก็จะแปรสภาพกลายเป็นภาวะขัดใจ และจะพัฒนาตัวสะสมไปเรื่อยๆ จนสุดท้ายก็คือภาวะไม่ไหวแล้ว
ขณะนี้ช่วงคืนความสุขจะค่อยๆ หายไป และภาวะเคืองใจกำลังก่อตัวเพิ่มขึ้น
อีก 1 ปีที่เหลือ...เลยทำท่าจะเหนื่อยกว่าที่คิด







