
หนี้ที่ต้องจ่ายมาแล้ว
รัฐบาลกำลังเจอของจริง จากสารพัดปัญหาที่ตั้งท่าถาโถมเข้ามา
โดย...ณ กาฬ เลาหะวิไลย
รัฐบาลกำลังเจอของจริง จากสารพัดปัญหาที่ตั้งท่าถาโถมเข้ามา
ในด้านเศรษฐกิจ 1 ในประเด็นที่น่าจับตาก็คือสถานะการคลังที่อ่อนล้า จากปัญหาหนี้สินและการจัดเก็บรายได้ไม่เข้าเป้า
งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2557 (ต.ค. 2556-ก.ย. 2557) จัดทำเป็นงบประมาณแบบขาดดุล โดยเก็บรายได้น้อยกว่ารายจ่าย และตั้งเป้าหมายกู้เงินมาชดเชย 2.5 แสนล้านบาท
แต่ปรากฏว่าการจัดเก็บรายได้ใน 11 เดือนแรกของปีงบประมาณ ต่ำกว่าประมาณการถึง 1.68 แสนล้านบาท
เท่ากับว่ารัฐบาลจำเป็นต้องกู้เงินเพิ่มขึ้นเพื่อปิดหีบ
เมื่อกู้เพิ่มก็จะทำให้ยอดขาดดุลงบประมาณต้องเพิ่มมากกว่าเดิมที่กำหนดเอาไว้ โดยน่าจะทะลุ 4 แสนล้านบาทอย่างแน่นอน
และสิ่งที่ตามมาก็คือหนี้สินของรัฐ หรือหนี้สาธารณะต้องขยับเป็นเงาตามตัว
ณ ต้นปี 2557 หนี้สาธารณะเคยอยู่ที่ระดับ 5.12 ล้านล้านบาท หรือ 44.16% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) แต่ผ่านไป 7 เดือน จนถึงสิ้นเดือน ก.ค. หนี้ก็เพิ่มเป็น 5.66 ล้านล้านบาท หรือ 46.85% ของจีดีพี
หนี้สินเรื้อรังเหล่านี้จะส่งผลกระทบอีกมากมาย
นับตั้งแต่ การใช้จ่ายงบประมาณในอนาคตจะขยับได้ลำบาก เนื่องจากเมื่อหนี้สินมีมากขึ้น ก็ต้องจ่ายเงินต้น จ่ายดอกเบี้ยเพิ่ม วงเงินงบประมาณที่จะนำไปใช้จ่ายเพื่อการลงทุนก็ต้องลดน้อยถอยลง
และอย่าลืมว่ายังมีหนี้ค่าข้าว 7 แสนล้านบาท ยังลอยค้างเติ่งอยู่
หากนำหนี้ค่าข้าวเข้ามารวมด้วย จะยิ่งทำให้หนี้สาธารณะเกินขีดจำกัดของฐานะการคลังที่ยั่งยืน
สภาพที่เป็นอยู่จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่จะยืดหนี้ค่าข้าวออกไปให้นานสุด เพราะภาระการคลังอยู่ในขั้นต้องดูแลอย่างใกล้ชิด
รัฐบาลยิ่งจำเป็นต้องทำอะไรหลายๆ อย่าง โดยเฉพาะการเพิ่มรายได้
ไม่เพียงแต่มีแผนการเพิ่มภาษีมูลค่าเพิ่ม ทว่ายังต้องรวมถึงการเก็บภาษีชนิดใหม่ ไม่ว่าจะเป็นภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง รวมถึงภาษีมรดก
ทั้งหมดเป็นสภาพที่ไม่มีทางเลือกมากนัก จากปัญหาเรื้อรังเริ่มด้วยการตั้งงบประมาณขาดดุลติดต่อกันตั้งแต่ปี 2550 จนสะสมหนี้มากขึ้นเรื่อยๆ
ตัวเลขหนี้สาธารณะในต้นปี 2550 เคยอยู่ที่ระดับ 3 ล้านล้านบาท แต่เพิ่มขึ้นจนใกล้จะแตะ 6 ล้านล้านบาทอยู่รอมร่อในสิ้นปีนี้
หนี้ที่เป็นอยู่มาจากการใช้จ่ายที่เกินตัวในสารพัดโครงการของรัฐบาลในอดีต แต่ผู้รับภาระก็คือประชาชนตาดำๆ
สุขกาย สุขใจ ได้เสียภาษีกันเปรมอุรา







