posttoday
การวางแผนเพื่อการศึกษา

การวางแผนเพื่อการศึกษา

15 กันยายน 2557

โดย...ธีระ ภู่ตระกูล CFP นายก สมาคมนักวางแผนการเงินไทย

โดย...ธีระ ภู่ตระกูล CFP นายก สมาคมนักวางแผนการเงินไทย

ลูกชายอายุห้าขวบของผมเพิ่งจะเปิดเทอมเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ค่าเล่าเรียนในปีนี้เพิ่มขึ้นเกือบ 5% เลยอดคิดไม่ได้ว่ากว่าลูกจะเรียนจบปริญญาค่าเทอมคงตกปีละล้าน

ท่านผู้อ่านที่กำลังส่งเสียเงินทองเพื่อการศึกษาของบุตรหลาน ต้องคิดหนักมากขึ้นในทุกๆ ปี โดยเฉพาะกับข่าวล่าสุดที่บอกมาว่าค่าเล่าเรียนและค่าธรรมเนียมต่างๆ ของมหาวิทยาลัยเอกชนในสหรัฐฯ ปีที่ผ่านมาทะยานเพิ่มขึ้นถึง 5.8 เปอร์เซ็นต์ทีเดียว ซึ่งมากกว่าอัตราการเพิ่มในครั้งก่อนหน้านั้น ส่วนมหาวิทยาลัยของรัฐนั้น เพิ่มสูงลิ่วถึง 9.6 เปอร์เซ็นต์ สาเหตุสำคัญมาจากการที่มลรัฐต่างๆ พากันตัดลดงบประมาณที่ให้แก่มหาวิทยาลัย ขณะเดียวกัน ความช่วยเหลือทางการเงินที่จะให้แก่การศึกษาระดับวิทยาลัยก็ถูกลดทอนลงด้วย ข่าวร้ายต่างๆ เหล่านี้ทำให้ผู้ปกครองที่กำลังส่งเสียบุตรหลานศึกษาในต่างประเทศ ต้องมี ค่าใช้จ่ายที่เพิ่มสูงมากขึ้น

เพื่อให้รับมือกับความท้าทายทางการเงินข้างต้น เป็นเรื่องจำเป็นที่ท่านผู้ปกครองจะต้องมียุทธศาสตร์ที่ดีพอในการที่จะเก็บเงินให้ลูกเรียน และการตัดสินใจต่างๆ ก็จะต้องอยู่ภายใต้กรอบยุทธศาสตร์ดังกล่าว ผมมีแนวทางการวางแผนในเรื่องนี้ 3 ประเด็นมาเสนอ ท่านผู้อ่าน:

คุณต้องใช้เงินเท่าไร ?

ค่าใช้จ่ายระดับอุดมศึกษาของมหาวิทยาลัยในต่างประเทศ โดยเฉพาะในสหรัฐอเมริกานั้น มีอัตราที่แตกต่างกันมาก ค่าใช้จ่ายสำหรับห้องพักและค่ากินอยู่ในมหาวิทยาลัยของรัฐ เฉลี่ยปีละประมาณ 550,000 บาท ขณะที่ค่าใช้จ่ายในมหาวิทยาลัย ชั้นระดับ Ivy League ไม่ต่ำกว่า 1.5 ล้านบาทต่อปี สำหรับนักเรียนไทยที่ไปศึกษาต่อในต่างประเทศก็ควรจะบวกเพิ่มอีก 20 เปอร์เซ็นต์ สำหรับค่าโดยสารเครื่องบินและค่าใช้จ่ายอื่นๆ ในรอบสองทศวรรษที่ผ่านมาค่าใช้จ่ายในการศึกษาระดับมหาวิทยาลัยมีอัตราเพิ่มขึ้นโดยเฉลี่ย ปีละ 5 เปอร์เซ็นต์ ดังนั้น ก็คาดหมายได้เลยว่าในอนาคตค่าใช้จ่ายส่วนนี้ต้องเพิ่มสูงกว่าอัตราเงินเฟ้อแน่

กรุณาคลิกไปที่ www.money.com และ www.collegeboard.com เพื่อดูรายละเอียดค่าใช้จ่ายในการ ศึกษาเป็นรายมหาวิทยาลัยในสหรัฐฯ ตัวเลขค่าใช้จ่ายที่คุณจะได้พบจากเว็บไซต์ดังกล่าว อาจสร้างอาการสะดุ้งตกใจแก่คุณได้ ตัวอย่างเช่น ถ้าคุณต้องเก็บเงินเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายสำหรับการศึกษา สี่ปีในมหาวิทยาลัยชั้นนำในปี ค.ศ. 2023 หรืออีก 9 ปี นับจากนี้ไปคุณต้องเก็บเงินเดือนละ 60,000 บาท! เพื่อที่จะให้ได้เงินก้อนจำนวนมากถึง 12.6 ล้านบาท แน่นอนว่าไม่ใช่ทุกคนที่มีเงินส่วนเกินเก็บไว้เป็นทุนการศึกษาลูกมากถึงเพียงนั้น กระนั้นก็เถอะ คุณก็ยังควรที่จะลองทำดูให้ได้มากพอภายในเวลาที่กำหนดดังนั้น เป้าหมายที่เป็นจริงควรจะเป็นอย่างไรล่ะ? วิธีจัดการปัญหานี้อย่างหนึ่ง ก็คือแบ่งตัวเลขการหาเงินให้ลูกเรียน ออกเป็น 3 ส่วนเท่าๆ กัน ดังนี้ :

ช่วงเวลาการเก็บเงินยาวนานเพียงใด?

สมมติว่าคุณเพิ่งได้ลูกสาวเกิดใหม่ ช่วงเวลาเป้าหมายที่คุณต้องเก็บเงิน ส่งลูกเรียนก็น่าจะนานสัก 18 ปี ผมแนะนำว่าคุณควรแยกเงินเก็บเพื่อการ ศึกษาของลูกสาวคุณออกจากเงินลงทุนอื่นๆของคุณ หากคุณมีเวลาสัก 10 ปีหรือมากกว่านั้น ผมคิดว่าการลงทุนในหลักทรัพย์ (หุ้น) เป็นสิ่งสำคัญในพอร์ตการลงทุนของคุณ เพราะหากไม่คิดเรื่องการแกว่งตัวไปมาของราคาหุ้นแล้ว ผมมองว่าหลักทรัพย์เป็นสินทรัพย์เพียงอย่างเดียว ที่พอจะมีมูลค่าสูงมากกว่าอัตราการเฟ้อของค่าใช้จ่ายในการศึกษาได้

พวกคุณอาจจะมีประสบการณ์ที่เลวร้ายในการลงทุนในตลาดหุ้น เรื่องนี้ผมเข้าใจดีแต่มันมีวิธี หรือเครื่องมือที่จะจัดการลดความเสี่ยงให้อยู่ในระดับที่พอจะยอมรับได้ เช่น หากจะให้มีความ เสี่ยงในระดับปานกลาง โดยมีเวลาเก็บเงินให้ลูกเรียนนาน 10 ปี คุณควรจะลงทุนในหุ้นประมาณ 60-70 เปอร์เซ็นต์ของพอร์ตการลงทุนและส่วนที่เหลือนำไปลงทุนในพันธบัตร และถ้ามีเวลาเก็บเงินแค่ 5 ปี ก็ควรจะลดการลงทุนในหุ้นลง เหลือ 25-30 เปอร์เซ็นต์ ครั้นพอใกล้ถึงเวลาที่กำหนดไว้ คุณก็ควรจะเปลี่ยนการลงทุนส่วนข้างมากมาเป็นกองทุนตราสาร หนี้ระยะสั้น เพื่อรักษาเงินต้นเอาไว้

ลงทุนแบบระยะยาว

คำแนะนำอีกประการหนึ่งที่ผมมักจะพูดเตือนอยู่เสมอๆ ก็คือให้ลงทุนแบบระยะยาว โดยเฉพาะการลงทุนในหลักทรัพย์หรือหุ้น แม้จะมีการแกว่งตัวอยู่บ้างในช่วง2-3 ปีหลังนี้ แต่ถือเป็นเรื่องปกติสำหรับกองทุนตราสารทุนหรือหุ้น อย่าสนใจการเคลื่อนไหวของราคาหุ้นในช่วงสั้นๆ แต่เน้นไปดูที่เป้าหมายระยะยาวและผลตอบแทนที่ดีในบั้นปลาย
ผู้อ่านสามารถส่งคำถามเกี่ยวกับการเงินส่วนบุคคลให้ผมได้ที่ [email protected]

ข่าวล่าสุด

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ