
มั่วแล้ว
ยังไม่ทันที่ก้นหม้อข้าวจะดำ สภาพความสับสนในอำนาจระหว่างคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ กับคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ก็เกิดเค้าลางให้เห็น
โดย...ณ กาฬ เลาหะวิไลย
ยังไม่ทันที่ก้นหม้อข้าวจะดำ สภาพความสับสนในอำนาจระหว่างคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ กับคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ก็เกิดเค้าลางให้เห็น
ตัวอย่างที่ปรากฏก็คือการทำงานของคณะกรรมการยุทธศาสตร์สินค้าพืช 4 ชนิด ประกอบด้วย มันสำปะหลัง ข้าวโพด ปาล์มน้ำมัน และอ้อย ที่ตั้งขึ้นกลางเดือน ส.ค.โดยอำนาจ คสช.มี พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รองหัวหน้าฝ่ายเศรษฐกิจ คสช.เป็นประธาน
ปรากฏว่าแม้มีการตั้งคณะรัฐมนตรีแล้ว แต่อำนาจของคณะกรรมการชุดนี้ก็ยังคงอยู่
ที่สำคัญยังมีการใช้อำนาจด้อมๆ มองๆ ของร้อนอย่างปัญหาการปลูกพืชตัดต่อพันธุกรรม หรือพืชจีเอ็มโออีกด้วย
แรกเริ่มเดิมที มีข้อเสนอให้ผลักดันแผนทดลองปลูกพืชจีเอ็มโอในข้าวโพด โดยยกเหตุผลว่า ผลผลิตไม่พอเพียงต่อความต้องการ จึงต้องใช้พืชจีเอ็มโอเพิ่มผลผลิต
แต่เมื่อมีการศึกษาในระดับกระทรวงเกษตรฯ ก็ไม่เห็นด้วยเกี่ยวกับการทดลองปลูกพืชจีเอ็มโอ
ทว่า สุดท้ายเมื่อเรื่องเข้าที่ประชุมคณะกรรมการ พล.อ.ฉัตรชัย ก็สั่งการให้ตั้งคณะทำงานขึ้นมาศึกษาข้อดีข้อเสียอีกชุด ก่อนเสนอว่าควรทดลองปลูกพืชจีเอ็มโอหรือไม่
พิลึกอย่างไรชอบกล
เพราะผลการศึกษาที่ไม่ให้ทดลองปลูกพืชจีเอ็มโอ กระทำโดยกระทรวงเกษตรฯ แต่พอเสนอเข้าไปก็ให้ตั้งคณะทำงานมาศึกษาอีกครั้ง
จะศึกษาไปเท่าใดจึงจะถูกใจละนี่
ทั้งหมดแสดงให้เห็นอำนาจคณะกรรมการชุดนี้ที่มีมหาศาล เพราะพืช 4 ชนิด เกี่ยวพันถึง 3 กระทรวง ตั้งแต่พาณิชย์ เกษตรฯ และอุตสาหกรรม
แล้วถ้าการตัดสินใจของคณะกรรมการไม่สอดคล้องกับนโยบายหรือความเห็นของแต่ละกระทรวง ทีนี้สมควรจะฟังใคร
มันมิยุ่งตายหรอกหรือ
เป็นความยุ่งเหยิงจากอำนาจ คสช.ที่เหมือนกับว่าจะอยู่เหนืออำนาจบริหารราชการแผ่นดินอื่นใด โดยลงลึกถึงระดับจีเอ็มโอ ลงไปถึงของร้อนที่ถกเถียงกันอยู่ ไม่เพียงเฉพาะประเทศไทย แต่ในระดับโลก
เพราะด้านหนึ่ง แม้พืชจีเอ็มโอจะทำให้เพิ่มผลผลิตมากขึ้น แต่อีกด้านก็เกิดปัญหาข้อเท็จจริงเกี่ยวกับผลที่จะตามมา ทั้งเรื่องสุขอนามัย ผลกระทบทางนิเวศวิทยา จนหลายประเทศคว่ำบาตร ไม่ซื้อสินค้าจีเอ็มโอ
ไทยเองเคยทดลองปลูกมะละกอจีเอ็มโอ แต่ไม่สามารถควบคุมได้ ทำให้พันธุ์แพร่กระจายออกไป สร้างปัญหาการส่งออกมะละกอมาแล้ว
และเหนืออื่นใดก็ผลประโยชน์ก้อนใหญ่จากจีเอ็มโอ ที่จะตกแก่บริษัทข้ามชาติ เจ้าของสิทธิบัตรพันธุ์พืชจีเอ็มโอ รวมถึงบริษัทธุรกิจขนาดยักษ์ที่เกี่ยวข้องเท่านั้น
การผลักดันพืชจีเอ็มโอ ทำให้เกิดคำถามที่น่าคิดว่าในการบริหารประเทศช่วงต่อไป ใครจะฟังใคร หรือจะมิเกิดอาการยิงข้ามหัว ข้ามกระทรวงหรอกเหรอ
ยิ่งบรรดาของร้อนทั้งหลาย ยิ่งมีแรงส่ง แรงขับมากเป็นพิเศษให้เกิดเรื่องประหลาดๆ ขึ้นมาได้
เริ่มมึน เริ่มมั่ว แล้วครับท่าน







