
แรงจูงใจทางภาษีทำให้คนออมมากขึ้นหรือไม่
โดย...ธีระ ภู่ตระกูล CFP® นายก สมาคมนักวางแผนการเงินไทย
โดย...ธีระ ภู่ตระกูล CFP® นายก สมาคมนักวางแผนการเงินไทย
นักเศรษฐศาสตร์และผู้กำหนดนโยบายส่วนมากจะเชื่อว่า อัตราการออมของประเทศจะเป็นปัจจัยสำคัญของการขยายตัวของเศรษฐกิจในระยะยาว และในอดีตที่ผ่านมา แรงจูงใจทางภาษีมักจะเป็นเครื่องมือหลักในการกระตุ้นอัตราการออมในครัวเรือน จึงนำไปสู่มาตรการหักลดหย่อนภาษีต่างๆ ในรูปแบบของกองทุน อาทิ กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (Retirement Mutual Funds – RMF) กองทุนรวมหุ้นระยะยาว (Long Term Equity Fund – LTF) และผลิตภัณฑ์ประกันชีวิตในรูปแบบต่างๆ ที่เป็นอีกวิธีในการออมระยะยาวและผลิตภัณฑ์ต่างๆ เหล่านี้ ทำให้เป็นจุดรวมเงินออมที่มีมูลค่าสูงหลายแสนล้านบาท
เมื่อดูแบบผ่านๆ เรามักจะมองว่าเครื่องมือการออมดังกล่าวข้างต้นจะเป็นเรื่องของความสำเร็จ แต่เมื่อสำรวจให้ละเอียดมากขึ้น เราสามารถพูดได้ว่า คนส่วนมากยังเผชิญปัญหาชักหน้าไม่ถึงหลัง และมีเพียงผู้เสียภาษีที่มีฐานะเท่านั้นที่มักจะเป็นกลุ่มคนที่ใช้ประโยชน์จากแรงจูงใจทางภาษีเหล่านี้ นโยบายภาษีดังกล่าวอาจดูเหมือนเป็นการส่งเสริมให้มีช่องว่างในสังคมระหว่างความร่ำรวยและจนให้มากขึ้นด้วยซ้ำไปและเมื่อสิทธิประโยชน์ทางภาษีีสำหรับ LTF จะยุติลงในปี พ.ศ. 2559 ก็มีการถกเถียงกันว่า สิทธิประโยชน์ทางภาษีสูงถึง 500,000 บาทต่อปีจะมีการต่ออายุหรือปรับปรุงโครงการหรือไม่
นอกเหนือจากสิทธิประโยชน์ทางด้านภาษี ระบบบำเน็จบำนาญของไทยกำลังเผชิญกับอุปสรรค์มากมายในหลายด้าน เริ่มจาก อัตราส่วนการเป็นภาระ (Dependency ratio) ของผู้สูงอายุที่สูงขึ้น อายุการเกษียณที่ต่ำ (55 ปี) คนมีอายุที่ยาวขึ้น (75 ปี) และระบบบำเหน็จบำนาญที่ไม่ครอบคลุมถึงทุกคน กองทุนประกันสังคม และ กบข. เป็นการคุ้มครองสำหรับคนทำงานเพียง 11.5 ล้านคน จากแรงงานในประเทศไทยทั้งหมด 34.5 ล้านคน ในเวลาเดียวกัน กองทุนสำรองเลี้ยงชีพครอบคลุมคนทำงานเพียง 2.6 ล้านคนเท่านั้น และก็ยังมีความกังวลว่ากองทุนประกันสังคมจะสามารถอยู่ได้อีกนานเท่าไร ถึงแม้ว่ากองทุนประกันสังคมยังมีฐานะที่เป็นบวกอยู่ เนื่องจากยังไม่มีการเริ่มจ่ายเงินบำนาญออก แต่ย้อนไปถึงปี พ.ศ. 2543 ธนาคารโลกเคยคำนวนไว้ว่า เพื่อให้อยู่รอดกองทุนประกันสังคมจะต้องมีอัตราเงินสมทบสูงถึงร้อยละ 13 อัตราในปัจจุบันอยู่เพียงร้อยละ 7
บทวิจัยไม่นานมานี้ของ ดร. ภากร ปีตธวัชชัย ที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ทำให้ผมตกใจมากเมื่อพบว่า เฉลี่ยแล้ว จำนวนเงินในบัญชีของสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ มีมูลค่าน้อยกว่า 300,000 บาทต่อคน และสำหรับผู้ที่ลงทุนใน RMFs และ LTFs จะมีเงินลงทุนเฉลี่ยประมาณ 380,000 บาทในแต่ละบัญชีเท่านั้น หรือมองอีกมุมหนึ่งแต่ละคนจะมีเงินออมเพื่อการเกษียณประมาณ 1 ล้านบาท และลองคำนวนต่อไปว่า เมื่อถึงเวลาเกษียณของนักลงทุนเหล่านี้ พวกเขาจะมีเงินไม่ถึง 2 ล้านบาท เพื่อใช้ในช่วงการเกษียณ
คนส่วนมากจะใช้เงินในช่วงวัยทอง ระหว่างอายุ 60 ปี ถึง 80 ปี และเมื่อมีเงินเพียง 2 ล้านบาท พวกเขาจะใช้เงินได้เพียงเดือนละ 8,333 บาท และเมื่อคุณคำนวนรวมกับเช็คประกันสังคม มูลค่า 4,125 บาทต่อเดือน คุณจะมีเงินสำหรับใช้จ่าย 12,400 บาทต่อเดือน คุณไม่มีอะไรต้องกลุ้มอกกลุ้มใจ หากคุณอยู่รอดได้ด้วย 12,000 บาทต่อเดือน แต่นี่เป็นสิ่งที่คนส่วนมากไม่สามารถทำได้
ดังนั้นเราจะต้องทำอย่างไร ผมยังเชื่อในหลักการที่เปรียบการเตรียมตัวเกษียณอายุเหมือนเก้าอี้สามขา ซึ่งประกอบด้วย กองทุนประกันสังคมเป็นขาที่หนึ่ง กองทุนสำรองเลี้ยงชีพและกองทุน กบข. เป็นขาที่สอง และเงินออมส่วนตัวในกองทุน RMFs และ LTFs เป็นขาที่สาม
ในความเห็นของผม สิ่งสำคัญในลำดับต้นๆ คือ เราจะต้องออมให้มากขึ้น กฎที่ต้องจำไว้คือ คุณควรจะออมไว้อย่างน้อยร้อยละ 20 ของรายได้รวม เพื่อจะให้มีโอกาสที่จะไปถึงเป้าหมายการลงทุนเพื่อการเกษียณของคุณได้ ลองดูประเทศเพื่อนบ้านเราเพื่อเป็นกรณีเปรียบเทียบ ในสิงคโปร์และมาเลเซีย คนของพวกเขาต้องส่งเงินสะสมเข้ากองทุนกลางเพื่อการเกษียณ ร้อยละ 16 และ 11 ตามลำดับ โดยที่ผู้ว่าจ้างจะต้องสบทบเงินเข้าไปในกองทุนดังกล่าว ในอัตราร้อยละ 20 และร้อยละ 13 ตามลำดับ ในประเทศไทย อัตราเฉลี่ยเงินสะสมและสมทบเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพอยู่ที่ร้อยละ 8 (4% + 4%)
ผมเข้าใจดีว่า นายจ้างไทยมักจะไม่ค่อยยอม หรืออาจไม่อยู่ในฐานะการเงิน ที่จะสมทบเงินกองทุน ในอัตราสูงถึงร้อยละ 20 เช่นเดียวกับที่สิงคโปร์และมาเลเซีย และนี่เป็นเหตุผลว่าทำไม RMFs และ LTFs จึงมีความสำคัญในประเทศไทยมาก การพึ่งตัวเองเป็นปัจจัยสำคัญ ในอัตราปัจจุบัน กองทุนในสองรูปแบบจะมีสัดส่วนสูงถึงร้อยละ 60 ของเงินออมเกษียณอายุของคนส่วนมาก
สรุปแล้วแรงจูงใจทางภาษีทำให้คนออมมากขึ้นหรือไม่จะขึ้นอยู่กับสองคำถาม กล่าวคือ คำถามแรก คนไทยออมเงินน้อยเกินไปหรือไม่เพื่อการเกษียณ คำตอบคือ น้อยเกินไปมาก คำถามที่สอง คือ สิทธิประโยชน์ทางด้านภาษีจะช่วยกระตุ้นอัตราการออมระดับชาติและของส่วนบุคคล โดยมีค่าใช้จ่ายต่อสังคมที่ยอมรับได้หรือไม่ ผมจะขอเถียงว่าแล้วเรามีทางเลือกอื่นอีกหรือ กองทุนประกันสังคมก็ไม่น่าจะสามารถรักษาเป้าหมายเงินบำนาญที่ตั้งไว้ได้ หนี้สินที่ยังไม่ชำระ(unfunded liabilities) ของเงินบำนาญข้าราชการก็กำลังเผชิญกับปัญหาเช่นเดียวกัน กองทุนสำรองเลี้ยงชีพอยู่ในสภาพที่ไม่ค่อยดี กล่าวคือ มีสัดส่วนการลงทุนในตราสารทุน (growth asset) เพียงร้อยละ 13 น้อยกว่าอัตราเฉลี่ยของ OECD ที่ร้อยละ 36
เมื่อปี พ.ศ. 2559 มาถึง ผมขอแนะนำกรมสรรพากรให้ทำในสิ่งที่ถูกต้อง และขยายสิทธิประโยชน์ทางด้านภาษีของกองทุน LTFs ไปอีกระยะหนึ่ง ถึงแม้ว่า ในปัจจุบัน ผู้ที่ได้รับประโยชน์ของกองทุน LTF มักจะเป็น กลุ่มบุคคลที่มีฐานะทางการเงินที่ดี อย่างไรก็ตาม ทุกคน โดยเฉพาะผู้ที่มีฐานะทางการเงินที่ต่ำกว่า ควรใช้เครื่องมือดังกล่าว ขยายอัตราการออม ที่มักจะไม่เกิดขึ้นในประเทศไทย การยกเลิกสิทธิประโยชน์ทางภาษีของกองทุน LTF จะมีผลสะท้อนที่รุนแรงต่ออุตสาหกรรมกองทุนมูลค่าสูงถึง 200,000 ล้านบาท เหมือนกับโยนเด็กทารกออกจากอ่างพร้อมกับน้ำ
ผู้อ่านสามารถส่งคำถามเกี่ยวกับการเงินส่วนบุคคลให้ผมได้ที่ [email protected]







