
หุ้นยังโน้มแกว่งขึ้น แนะหาจังหวะลดพอร์ตหุ้นเทรดดิ้ง
ดัชนีหุ้นไทยสัปดาห์ที่ผ่านมา ปิดอยู่ที่ 1495.83 จุด สูงสุดในรอบ 9 เดือนเศษ และติดอันดับต้นๆ ตลาดหุ้นที่ให้ผลตอบแทนสูงสุดในช่วงครึ่งแรกของปี 57
โดย พิชัย เลิศสุพงศ์กิจ, CFP, ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บล.ธนชาต จำกัด (มหาชน)
ดัชนีหุ้นไทยสัปดาห์ที่ผ่านมา ปิดอยู่ที่ 1495.83 จุด สูงสุดในรอบ 9 เดือนเศษ และติดอันดับต้นๆ ตลาดหุ้นที่ให้ผลตอบแทนสูงสุดในช่วงครึ่งแรกของปี 57 หนุนโดยความคาดหวังเชิงบวกต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก การปฏิรูปการเมืองและเศรษฐกิจไทย
ดัชนีหุ้นยังโน้มแกว่งขึ้น อย่างไรก็ดี ดัชนีวิ่งมาเร็ว จึงเป็นเรื่องปกติที่จะเผชิญแรงขายบริเวณแนวต้านใหญ่ 1520 จุด ขณะที่แนวรับขยับขึ้นมาที่ 1485-90 และ 1470 จุด การเก็งกำไรเงินปันผลระหว่างกาลที่จะทยอยประกาศในช่วงกลางเดือน ส.ค.-ต.ค. จะช่วยจำกัดความเสี่ยงด้านล่าง
ปัจจัยเสี่ยงที่ต้องระวังอันดับต้นๆ คือ การปรับการคาดการณ์จังหวะการขึ้นอัตราดอกเบี้ยเฟด ขณะนี้ นักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่ยังประเมินว่า เฟดจะขึ้นอัตราดอกเบี้ยเฟดราวกลางปี 58
สัญญาณเศรษฐกิจสหรัฐฟื้นตัวที่มีออกมาอย่างต่อเนื่อง อาจทำให้นักลงทุนเกรงว่า เฟดจะเริ่มขึ้นดอกเบี้ยเร็วกว่าที่เคยประเมินไว้ เช่น ตั้งแต่ต้นปี 58 หากความกลัวเรื่องนี้ไต่สูงขึ้น อาจถูกใช้เป็นเหตุผลในการขายทำกำไรตลาดหุ้นทั่วโลกที่ขึ้นมาอยู่ในระดับสูงสุดในรอบหลายๆ ปี
อย่างไรก็ดี ในระยะถัดไป ตลาดหุ้นยังคงโดดเด่นกว่าสินทรัพย์อื่นอยู่ดี โดยเฉพาะตราสารหนี้ และทองคำ เนื่องจากผลประกอบการของหุ้นทั่วไปจะได้ประโยชน์จากเศรษฐกิจที่เร่งตัวขึ้น
ดังนั้น หากเกิดการปรับฐานของตลาดหุ้น จะเป็นโอกาสสำหรับการทยอยสะสมหุ้นรอบใหม่
สำหรับพอร์ตเทรดดิ้ง ควรทยอยแบ่งขายกำไรช่วงดัชนีหุ้นแกว่งขึ้นทดสอบแนวต้าน 1520 จุด กรณีผ่านได้อีก แนะหาจังหวะลดพอร์ตลงอีกแถวใกล้ 1550 จุด
ปัจจุบัน ดัชนี SET เทรดอยู่ค่าพีอี 4 ไตรมาสย้อนหลังที่ 18 เท่า ขณะที่คาดว่า กำไรปี 57 จะโตเพียง 7.1% การเข้าซื้อแถวนี้จึงเป็นการซื้ออนาคตที่ไกลออกไปถึงปี 58 ซึ่งโอกาสทำกำไรก็ถือว่า ไม่ได้มากนักราว 10% ต้นๆ
ดัชนีจะไปได้ไกลกว่า 1630 จุด ในปี 58 อยู่บนเงื่อนไขสำคัญคือ การปฏิรูปการเมือง-เศรษฐกิจต้องเห็นผลเป็นรูปธรรม จนนำไปสู่การเติบโตในระยะยาว
พัฒนาการทางการเมืองใดๆ ที่ทำให้มั่นใจได้ว่า ไทยจะหลุดออกจากวงจรอุบาทว์-เลือกตั้ง แล้วถูกมวลชนต่อต้าน จนนำไปสู่รัฐประหาร- จะนำไปสู่ความเสี่ยงของประเทศที่ลดลง การปรับขึ้นประมาณการเศรษฐกิจและผลประกอบการบจ. นักลงทุนจะยอมรับ Valuation ที่สูงขึ้นอีกด้วย
ส่วนด้านเศรษฐกิจ นักลงทุนอยากเห็นการแปรโรดแมปกระตุ้นเศรษฐกิจ ไปสู่ภาคปฏิบัติ หรือก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง หรือเกิดแรงผลักให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวในระยะยาว
ในอดีต ยุคโชติช่วงชัชวาล การค้นพบแหล่งปิโตรเลียมในอ่าวไทยได้นำไปสู่การลงทุนต่อเนื่องในโครงการอีสเทรินซีบอร์ด
การปฏิรูปภาษีในอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วนในรัฐบาลอานันท์ นำไปสู่ความหวังที่ไทยจะกลายเป็นดีทรอยตะวันออก
เงื่อนไขด้านการเมืองและเศรษฐกิจ ล้วนต้องใช้เวลาในการสร้างรากฐาน จึงต้องให้เวลาฝ่ายที่เกี่ยวข้องทำงานอีกพักใหญ่ๆ
มุมมองเชิงบวกต่อเศรษฐกิจและการเมืองไทย ทำให้มีแรงซื้อหุ้นที่ได้ประโยชน์จากการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา เช่น หุ้นธนาคาร หุ้นนิคมอุตสาหกรรม หุ้นรับเหมาก่อสร้าง หุ้นอสังหาริมทรัพย์ที่มีพื้นฐานแกร่ง
ขณะที่ความกังวลต่อความไม่แน่นอนด้านนโยบาย ได้กดดันหุ้นสื่อสารตลอดช่วง 6 สัปดาห์ที่ผ่านมา และคงคาใจนักลงทุนไปอีกพัก อย่างไรก็ดี ด้วยปันผลที่สูง และจะจ่ายปันผลระหว่างกาลช่วงเดือน ส.ค.-ก.ย. จึงน่าจะช่วยจำกัดความเสี่ยงด้านล่าง แม้ยังไม่เห็นสัญญาณกลับตัวทางเทคนิคก็ตาม
สรุปว่า ระยะสั้น ดัชนีหุ้นไทยได้วิ่งขึ้นสะท้อนมุมมองเชิงบวกไปล่วงหน้าแล้ว จึงน่าใช้เป็นจังหวะลดพอร์ตเทรดดิ้งตามแนวต้าน ส่วนการลงทุนระยะยาว ยังมีแนวโน้มดี แต่สามารถดึงจังหวะซื้อ รอช่วงปรับฐาน
พบกันใหม่สัปดาห์หน้าครับ







