
คุณเป็นคน”มักน้อย” เกินไปหรือไม่
กองทุนทริกเกอร์เอาเปรียบตัวเองและนักลงทุนด้วยมุมมองตลาดในระยะสั้น
โดย...ธีระ ภู่ตระกูล CFP® นายก สมาคมนักวางแผนการเงินไทย
คุณเป็นคน”มักน้อย” เกินไปหรือไม่โดยการลงทุนในกองทุนรวม"ทริกเกอร์"?
ในตลาดหุ้นการลงทุนระยะสั้นและยาวล้วนมาพร้อมกับความเสี่ยงและไม่มีอะไรรับประกันได้ในตลาดหุ้น วันนี้อาจเป็นวันดีแต่พรุ่งนี้อาจเป็นวันที่แย่มาก เป็นผลจากการได้กำไรหรือขาดทุนมากในแต่ละกรณี ในระยะสั้นตลาดมีความเสี่ยงมากและคนมักคิดว่าสามารถเอาชนะตลาดได้ เช่น ซื้อต่ำขายสูง แต่เชื่อผมเถอะจากประสบการณ์กว่า 25 ปี การคาดเดาทิศทางตลาดสามารถคิดง่ายกว่าทำ เพราะคุณจะต้องคาดเดาและเลือกเวลาที่ถูกต้องถึงสองครั้ง คือ ต้องซื้อและขายในช่วงเวลาที่ถูกต้องและเหมาะสม
ระยะสั้นคือสั้นแค่ไหน หลายคนเข้าใจผิดคิดว่าระยะสั้นคือต่ำกว่า 1 ปี ในมุมมองของตลาดหุ้นระยะสั้นคือห้าปีหรือสั้นกว่า กฎที่ดีคือหากคุณต้องการเงินในช่วงห้าปีข้างหน้าคุณควรจะแบ่งพอร์ทของคุณให้รวมถึงความต้องการทางการเงินในระยะสั้น อีกประเด็นที่ควรจะทราบคือหากคุณไม่ได้ซื้อขายเป็นประจำ (Day trader) การลงทุนระยะสั้นดูจะไม่สมเหตุสมผลสำหรับคุณ
น่าเสียดายที่ทุกวันนี้มีคนจำนวนมากที่เลือกลงทุนระยะสั้นและผมก็มีความกังวลมากขึ้นเกี่ยวกับแนวความคิดของกองทุนรวม “ทริกเกอร์” กองทุนรวมดังกล่าวมักจะเป็นกองทุนรวมที่กำหนดเป้าหมายผลตอบแทนไว้แล้ว โดยปกติจะมีเป้าหมายผลตอบแทนประมาณ 10-15% เมื่อกองทุนดังกล่าวสามารถดำเนินการถึงเป้าที่กำหนดไว้ก็จะมีการยุบกองทุนโดยคืนเงินต้นและเงินกำไรให้กับนักลงทุน โดยหลักการนั้นเป็นความคิดที่ดีใครหล่ะที่ไม่อยากจะได้กำไร15%อย่างรวดเร็ว แต่ผมก็มีข้อโต้เถียงว่าทำไมหยุดที่ 15% ทำไมไม่ไปถึง100% ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ (SET) เคยมีการขยับขึ้นถึง 100% โดยในปี 2552 ถึงขยับขึ้น 60% และปี 2553 ขึ้น 40% ผมมองว่ากองทุนทริกเกอร์เอาเปรียบตัวเองและนักลงทุนด้วยมุมมองตลาดในระยะสั้น
ที่สำคัญกว่านั้นนี่เป็นเพียงครึ่งเรื่องเท่านั้น หากคุณอ่านเอกสารชี้ชวนของกองทุนดังกล่าวอย่างถี่ถ้วน คุณจะไม่พบข้อความไหนที่เขียนเกี่ยวกับการป้องกันการสูญเสีย อย่าลืมว่าตลาดสามารถปรับขึ้นและลงได้ทั้งสองทางหากกองทุนเริ่มขาดทุนจะไม่มีกลไก “ทริกเกอร์” ที่จะช่วยจำกัดการสูญเสีย ในกรณีที่แย่ที่สุดนักลงทุนอาจจะขาดทุนเงินต้นทั้งหมดได้ ในช่วงวิกฤต Subprime ในปี 2551 ดัชนี SET ลดลง 50% ในหนึ่งปี และในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจเอเชีย ปี 2540 ซึ่งเริ่มขึ้นในประเทศไทย ดัชนี SET ปรับลดลงห้าปีติดต่อกัน (2537-2541) โดยเฉลี่ย ตลาดจะตกต่ำประมาณ 1 ปีแต่เราก็เคยเห็นการตกต่ำที่ยาวกว่าเช่นในปี 2540 และหากคุณเป็นนักลงทุนระยะสั้นคุณจะขาดทุนมากหากเลือกขายในช่วงเวลาที่ผิดและเชื่อผมเถอะนักลงทุนส่วนมากจะเลือกขายในช่วงเวลาที่ผิด
ผมรู้ว่านักลงทุนจำนวนมากตกใจและขายหุ้นของตนในวิกฤตปี 2540 และ 2551 ในช่วงที่ตลาดปรับตัวลง 50% ในหนึ่งปีโดยจะไม่ได้รับเงินต้นกลับมาหากพลาดจังหวะการซื้อคืนช่วงขาขึ้นในปีต่อๆมา นอกจากนี้ทฤษฎีทางคณิตศาสตร์ก็ไม่เข้าข้างคุณ หากคุณขาดทุน 50% ในหนึ่งปี ก็จะทำให้ยากขึ้นเท่าตัวเพราะคุณจะต้องได้ผลตอบแทน 100% เพื่อจะตีเสมอ วิกฤต Subprime ในปี 2551นั้นเป็นตัวอย่างที่ดี ดัชนี SET ปรับตัวลดลง 50% ในปีนั้น แต่สำหรับนักลงทุนระยะยาวที่ไม่ได้ตกใจและยังคงถือหน่วยลงทุนจนถึงปี 2553 นักลงทุนเหล่านี้จะได้ทุนกลับทั้งหมด เพราะตลาดพลิกตัวอย่างแรง (มีผลตอบแทน100%) ในช่วงปี 2552-2553 และสำหรับนักลงทุนที่ได้ทำ Dollar Cost Average ในช่วงที่ตลาดตกต่ำก็จะได้กำไรบ้างเพราะโดยเฉลี่ยต้นทุนลดลง
ประเด็นสำคัญอีกประเด็นหนึ่งที่ผมอยากจะพูดถึงคือเมื่องลงทุนในตลาดหุ้นผลตอบแทนของคุณมีส่วนประกอบ 2 อย่างคือ ความเป็นไปได้ที่จะได้กำไร (Potential Capital Gain) กับรายได้จากปันผล (Dividend) นักลงทุนระยะสั้นส่วนมากจะลืมนึกถึงเงินปันผล ซึ่งอาจจะมากถึง 50% ของผลตอบแทนทั้งหมด ตามการวิเคราะห์ของ Morningstar เงินปันผลซึ่งเป็นส่วนแบ่งของรายได้ของบริษัทที่มอบให้ผู้ถือหุ้นมีส่วนแบ่ง 45% ของผลตอบแทนรวมของดัชนี S&P ตั้งแต่ปี 2473 หุ้นที่เน้นเงินปันผลอาจเป็นแหล่งรายได้ที่ดีและสามารถปกป้องคุณในช่วงตลาดตกต่ำ
ผู้อ่านสามารถส่งคำถามเกี่ยวกับการเงินส่วนบุคคลให้ผมได้ที่ [email protected]







