
ตลาดหุ้นไทยเดือนนี้มีโอกาสขึ้นต่อแต่ผันผวน
สถิติชี้เดือนกรกฎาคม ตลาดหุ้นให้ผลตอบแทนเป็นบวก แต่มีโอกาสพักฐานได้ตลอดเวลา
โดย...จิตรา อมรธรรม รองกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ฟินันเซียไซรัส / [email protected]
ตลาดหุ้นไทยในเดือนมิถุนายนที่ผ่านมาปรับตัวขึ้นถึง 4.9% M-M สูงสุดเป็นอันดับ 2 ในเอเชียรองจากตลาดหุ้นอินเดีย และเป็นเดือนที่ให้ผลตอบแทนดีที่สุดในรอบ 9 เดือน สะท้อนความคาดหวังและความมั่นใจของนักลงทุนที่มองไปข้างหน้า อย่างไรก็ตาม นักลงทุนอาจลืมไปว่าผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนในไตรมาส 2/57 ไม่สดใสตามภาวะเศรษฐกิจโดยรวมที่ยังได้รับผลพวงจากการชุมนุมางการเมือง ตลาดที่ปรับขึ้นมาอย่างรวดเร็วจึงมีโอกาสพักฐานได้ตลอดเวลาเพื่อลดความร้อนแรง แม้สถิติในช่วง 5 ปีที่ผ่านมาจะพบว่าตลาดหุ้นมักให้ผลตอบแทนเป็นบวกเฉลี่ย 4% M-M ในเดือนกรกฎาคม แต่ความผันผวนก็อาจขึ้นได้ ฝ่ายวิเคราะห์ของ FSS มองภาพตลาดในระยะ 6 เดือนถึง 1 ปีข้างหน้าสดใส แต่แนะนำรอซื้อเมื่ออ่อนตัวจะปลอดภัยกว่า
สถิติชี้เดือนกรกฎาคม ตลาดหุ้นให้ผลตอบแทนเป็นบวก แต่มีโอกาสพักฐานได้ตลอดเวลา
เหตุการณ์รัฐประหารวันที่ 22 พฤษภาคม ทำให้ตลาดหุ้นไทยในเดือนมิถุนายนปรับตัวขึ้น 4.9% M-M สูงสุดเป็นอันดับ 2 ในเอเชียรองจากตลาดหุ้นอินเดีย และเป็นเดือนที่ให้ผลตอบแทนดีที่สุดในรอบ 9 เดือน สะท้อนความคาดหวังของนักลงทุนที่มองไปข้างหน้า และมองข้ามผลประกอบการในไตรมาส 2/57 ที่จะเริ่มทยอยประกาศตั้งแต่ปลายเดือนนี้ ซึ่งไม่ใช่ไตรมาสที่ดีนักเพราะเป็นช่วง Low season ของหลายๆธุรกิจ อย่างไรก็ตาม ระดับดัชนีปัจจุบันที่ 1,488 จุด หากเทียบกับผลประกอบการปีนี้ถือว่าแพงเพราะคิดเป็น PE ถึง 14.6 เท่า และแม้จะมองปีหน้า PE ก็ยังไม่ถูกนักคือ 12.7 เท่า โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับตลาดหุ้นจีน ฮ่องกง และเกาหลี ที่ PE ถูกกว่าและมีอัตราการเติบโตของกำไรที่น่าสนใจกว่า ดังนั้น การพักฐานของ SET Index มีโอกาสเกิดขึ้นได้ตลอดเวลาเพื่อลดความร้อนแรง เรามอง PE ที่เหมาะสมในการเข้าทยอยสะสมหุ้นเพื่อหวังผลตอบแทนในปีหน้าที่ 12.5 เท่า หรือ 1,450 – 1,460 จุด หรือแย่สุดไม่ต่ำกว่า 12.0 เท่าหรือ 1,400 จุด
สำหรับผลตอบแทนของตลาดหุ้นไทยในเดือนกรกฎาคม ค่าสถิติในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา (นับตั้งแต่หลังวิกฤตการเงินโลก) พบว่าให้ผลตอบแทนเป็นบวกเฉลี่ย 4.2% M-M (ย้อนหลัง 10 ปี ก็ยังเป็นบวก แต่ผลตอบแทนลดลงเหลือ +2% M-M) จากแรงซื้อของต่างชาติเป็นส่วนใหญ่
ผลประกอบการไตรมาส 2/57 ที่ไม่สดใส อาจทำให้ตลาดผันผวน
นักลงทุนอาจมองไปข้างหน้าจนลืมว่าผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนในไตรมาส 2/57 ไม่สดใส ตามภาวะเศรษฐกิจที่ยังได้รับผลกระทบของการชุมนุม ทั้งนี้ กลุ่มธนาคารเป็นกลุ่มแรกที่จะรายงานผลประกอบการก่อน ประมาณสัปดาห์ที่ 3 กำไรสุทธิโดยรวมของกลุ่ม ธนาคารน่าจะลดลงประมาณ 4-5% ทั้ง Q-Q และ Y-Y จากการตั้งสำรองที่ยังคงสูง ประกอบกับไตรมาสก่อนมีรายการพิเศษคือรายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ย อย่างไรก็ตาม SCB จะมีกำไรโดดเด่นที่สุดในไตรมาสนี้ จากกำไรจากการขายเงินลงทุนใน SCSMG ซึ่งจะดึงให้กำไรสุทธิโดยรวมทั้งกลุ่มดีกว่าความเป็นจริง
นอกจากนี้ กลุ่มที่คาดว่าจะมีผลประกอบการที่แย่ลง Q-Q ได้แก่กลุ่มวัสดุก่อสร้าง รับเหมาก่อสร้าง ท่องเที่ยว การแพทย์ ขนส่งทางอากาศ สื่อสาร (มือถือ) และยานยนต์ ส่วนกลุ่มที่มีแนวโน้มมีผลประกอบการดีขึ้น Q-Q ได้แก่กลุ่มพลังงาน อิเล็กทรอนิคส์ เกษตรและอาหาร และกลุ่มค้าปลีก
ปัจจัยต่างประเทศมีทั้งบวกและลบ แต่เชื่อว่า Flow จะไหลเข้า
ความขัดแย้งในอิรักระหว่างฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายต่อต้านรัฐบาลที่ยังคงดำเนินมาตั้งแต่ต้นเดือนมิถุนายนยังคงยืดเยื้ออยู่ในปัจจุบัน หากสถานการณ์รุนแรงขึ้น อาจทำให้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกพุ่งสูงขึ้น เพราะอิรักเป็นผู้ส่งออกน้ำมันรายใหญ่เป็นอันดับ 2 รองจากซาอุดิอาระเบีย
นอกจากนี้ การประชุมของธนาคารกลาง 3 แห่งในเดือนนี้น่าจะส่งผลบวกต่อตลาดหุ้นโลก หรืออย่างน้อยที่สุดก็ไม่เป็นประเด็นลบ โดยการประชุม ECB 3 กรกฎาคม อาจยังไม่มี QE เพิ่มเติมเพราะรอดูผลของการลดดอกเบี้ยและ TLTRO ที่ได้ประกาศใช้ในการประชุมครั้งที่แล้วก่อน สำหรับการประชุม BOJ 15 กรกฎาคม มีความเป็นไปได้สูงที่จะมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจขนาดเล็ก เพื่อลดผลกระทบของการปรับขึ้นภาษี VAT ต้นเดือนเมษายนที่ผ่านมา ส่วนการประชุม FOMC 29 – 30 กรกฎาคม คาดว่า Fed เดินหน้าลด QE ต่อเนื่องอีก US$1 หมื่นล้านต่อเดือน เหลือ US$2.5 หมื่นล้านต่อเดือน
เงินของนักลงทุนต่างชาติมีโอกาสไหลกลับเข้ามาในเดือนนี้จากภาพของการเมืองที่นิ่ง แนวโน้มเศรษฐกิจข้างหน้าที่สดใสมากขึ้น และผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนที่กำลังเข้าสู่จุดต่ำสุดในไตรมาส 2 นี้ และการขายอย่างหนักทำให้สัดส่วนการถือครองหุ้นของต่างชาติในปัจจุบันถือว่าอยู่ในระดับต่ำแล้ว







