
คืนความสุขให้คนไทย
โดย...ธีระ ภู่ตระกูล CFP® นายก สมาคมนักวางแผนการเงินไทย
โดย...ธีระ ภู่ตระกูล CFP® นายก สมาคมนักวางแผนการเงินไทย
ดูบอลโลกฟรีแถมตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช 5 ให้อีก แผนการเหล่านี้จะคืนความสุขให้คนไทยได้เพียงใด เวลาเท่านั้นที่จะบอก ถ้าถามผม ผมคิดว่าวิธีที่เร็วที่สุดที่จะคืนความสุขให้กับคนไทยคือการปิดช่องว่างระหว่างคนรวยและคนจน ในประเทศที่ขึ้นชื่อว่ามีพลเมืองให้ความสำคัญเกี่ยวกับความเท่าเทียมกันมาก อาทิ สวีเดนและญี่ปุ่น ความแตกต่างระหว่างกลุ่มคนที่ได้เงินเดือนมากที่สุดกับน้อยที่สุดจะอยู่ที่ประมาณ 3-5 เท่า ในยุโรปและอเมริกาเหนือ ตัวเลขจะอยู่ระหว่าง 5-8 เท่า ในประเทศเพื่อนบ้านของไทยในเอเชียจะอยู่ประมาณ 9-12 เท่า ในประเทศไทยจะอยู่ที่ 13-15 เท่า ประเทศที่แย่กว่าไทยเกือบทั้งหมดจะเป็นกลุ่มประเทศในแอฟริกาที่กำลังเผชิญสงครามกลางเมือง และกลุ่มประเทศลาตินอเมริกาที่กำลังเผชิญกับการเคลื่อนไหวของกลุ่มประชานิยม
อีกวิธีที่จะมองปัญหานี้คือการศึกษาข้อมูลโครงสร้างของนักลงทุนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ในปัจจุบันมีนักลงทุนน้อยกว่า 275,000 คน หรือประมาณร้อยละ 0.42 ของประชากรรวม (65 ล้านคน) ที่ลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ซึ่งมีมูลค่า 13 ล้านล้านบาท ซึ่งเป็นตัวเลขที่ไม่ดีเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน อาทิ สิงคโปร์และไต้หวัน ที่ประชากรกว่าร้อยละ 30 ครอบครองหุ้นในตลาดหลักทรัพย์
แม้ว่าเราต้องเผชิญกับวิกฤติการเมืองในปัจจุบันแต่เศรษฐกิจของประเทศก็ยังเติบโตได้ในระดับหนึ่ง เพราะฉะนั้นหากความร่ำรวยไม่ใช่การลักขโมยหรือสิ่งที่ทำให้คุณรวยขึ้นจะไม่ทำให้ผมจนลง ทำไมนักการเมืองถึงไม่ใส่ใจกับคำถามที่ว่า ทำอย่างไรให้ทุกคนร่ำรวย ในทางกลับกัน ทำไมนักการเมืองจึงใส่ใจแต่คำถามว่าเราจะแบ่งปันความร่ำรวยได้อย่างไร
ความร่ำรวยไม่ใช่เกมส์ที่ผลรวมเป็นศูนย์เสมอไปอย่างเช่นหากมีผู้ชนะต้องมีคนที่แพ้ (zero-sum game) แต่ความร่ำรวยจะมีพื้นฐานอยู่ที่ประสิทธิผลซึ่งสามารถขยายตัวได้ ตั้งแต่การเริ่มต้นของการปฏิวัติอุตสาหกรรม(Industrial Revolution) มนุษย์ได้แสดงให้เห็นว่าประสิทธิภาพและประสิทธิผลสามารถพัฒนาและขยายตัวได้ ในหนังสือชื่อ Monitoring the World Economy 1820-1992 ที่เขียนโดยนักเศรษฐศาสตร์ชื่อ Angus Maddison โลกของเรามีทรัพยากรธรรมชาติที่น้อยลงและมีที่ทำไร่นาในปี ค.ศ. 1992 ที่เท่ากับเมื่อปี ค.ศ. 1820 แต่ในช่วงเวลาดังกล่าว ประชากรของโลกได้เพิ่มห้าเท่าตัว อย่างไรก็ตาม ผลผลิตของโลกได้เพิ่มจาก 695,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี ค.ศ. 1820 เป็นเกือบ 28 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐในปี ค.ศ. 1992 (อัตราเงินดอลลาร์ในปี ค.ศ. 1990) และผลผลิตต่อคนเพิ่มจาก 651 ดอลลาร์สหรัฐ เป็น 5,145 ดอลลาร์สหรัฐ
เพราะฉะนั้น จากประสบการณ์ต่างๆ มีบทเรียนสำหรับประเทศไทยหรือไม่ คำตอบคือมี่แน่นอนแทนที่จะเสียเวลามานั่งโต้แย้งเกี่ยวกับรถไฟความเร็วสูงหรือโครงการรับจำนำข้าว
ทรัพยากรต่างๆควรมุ่งไปทำให้บริษัทในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยสามารถแข่งขันให้ดีขึ้นและมีประสิทธิผลที่มากขึ้นในระดับภูมิภาคและในระดับโลก บริษัทที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทยก็ยังเล็กกว่าบริษัทคู่แข่งในสิงคโปร์ในด้านของมูลค่าตลาด อาทิ การบินไทยกับสิงคโปร์แอร์ไลนส์ ธนาคารกรุงเทพกับธนาคารDBS บริษัทAIS กับ บริษัทSingtel เป็นต้น
การขยายตัวอย่างต่อเนื่องเป็นคำตอบที่จะดึงให้คนทั่วไปเข้าร่วมลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ ไม่มีอะไรที่ดีไปกว่าความ‘โลภ’ในการชักจูงนักลงทุนและนี่ก็เป็นวิธีที่ทำให้เกือบครึ่งหนึ่งของครอบครัวในอเมริกาเริ่มเป็นผู้ถือหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในช่วงที่ตลาดขยายตัวเร็วมาก (Bull market) ระหว่าง ค.ศ. 1980 ถึง 2000 ลองคิดดูว่า หากเราสามารถนำร้อยละ 30 ของประชากรรวม (เหมือนกับสิงคโปร์) หรือประมาณ 20 ล้านคน เข้าเป็นผู้ถือหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ ผมมั่นใจว่าจะเป็นสิ่งหนึ่งที่ช่วยให้นโยบายปรองดองของชาติประสบความสำเร็จได้ ในมุมมองของผมวิธีง่ายที่สุดที่จะให้ประชากรรวมสามารถได้รับส่วนแบ่งของความร่ำรวยของประเทศได้คือการให้เข้าร่วมลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ เนื่องจากตลาดหลักทรัพย์เป็นแหล่งที่มีเงินทุนอยู่แล้วในรูปแบบของมูลค่าตลาดซึ่งเท่ากับประมาณ 13 ล้านล้านบาทในปัจจุบัน
อย่างไรก็ตาม คนที่ชอบวิจารณ์ผมจะพูดตลอดว่าผมเป็นนักฝันอุดมคติ ความเป็นจริงคือคนไทยเป็นจำนวนมากยังใช้ชีวิตอยู่ใต้เส้นแบ่งความยากจน (Poverty line) และประสบความลำบากอยู่แล้ว โดยการดำรงชีวิตแบบหาเช้ากินค่ำเพื่อประทังชีวิตเดือนต่อเดือน อีกวิธีที่ได้ทดลองเป็นผลสำเร็จในหลายประเทศในการลดความแตกต่างของความร่ำรวย คือ โครงการโอนเงิน (Conditional Cash Transfer Programme) นโยบายดังกล่าวจะให้เบี้ยเลี้ยงและอาหารกับคนยากจนหากคนเหล่านี้มีคุณสมบัติตามที่กำหนดไว้ อาทิ บุตรจะต้องไปโรงเรียนและทารกจะต้องได้รับการฉีดวัคซีนเป็นต้น ถึงแม้ว่าเบี้ยเลี้ยงดังกล่าวอาจจะมีมูลค่าที่น้อยมากแต่สำหรับคนจนที่ต้องหาเช้ากินค่ำเบี้ยเลี้ยงดังกล่าวมีค่ามากและมีความสม่ำเสมอ นโยบายดังกล่าวประสบความสำเร็จในบราซิล และถือว่าเป็นนโยบายที่ไม่แพง (ร้อยละ 0.5 ของ GDP ของบราซิล) ในประเทศไทย เราใช้งบประมาณในการซื้อเครื่องตรวจสอบระเบิดที่ใช้ไม่ได้หรือเรือเหาะที่บินไม่ได้ มากกว่าที่จะนำไปช่วยเหลือคนจน
นอกจากนี้นโยบายดังกล่าวจะประสบความสำเร็จมากในพื้นที่ที่ยังไม่ได้รับการบริการขั้นพื้นฐาน อาทิ สาธารณสุขพื้นฐานหรือโรงเรียนประถม นโยบายดังกล่าวในประเทศอื่นๆไม่เหมือนกับการเอาเงินสดไปแจกจ่ายให้ประชาชน (Populist policy) เพราะเป็นนโยบายที่มีเงื่อนไขและทุจริตค่อนข้างน้อย เราสามารถมองนโยบายดังกล่าวเหมือนกับการโอนรายได้ระดับชาติให้กับคนจน โดยมุ่งเพื่อจะให้คนเหล่านี้สามารถช่วยเหลือตนเองได้โดยได้รับการศึกษาหรือได้รับการดูแลสุขภาพที่ดีขึ้น
เวลาจะเป็นเครื่องพิสูจน์ว่าคณะผู้บริหารชุดปัจจุบันจะมีความมุ่งมั่นทางการเมืองหรือมีใจกล้าพอที่จะดำเนินนโยบายลดช่องว่างความแตกต่างของความร่ำรวย แต่คุณและผมก็ทราบกันดีอยู่ว่าเรามีความแตกแยกและความไม่อดทนอยู่มากในสังคม ในขณะที่ผมเขียนบทความนี้ กรุงเทพฯ ยังอยู่ภายใต้การบังคับใช้เคอร์ฟิว ผมก็เพียงแต่หวังว่าท่านนายพลทั้งหลาย จะคงไม่ยุ่งเกินไป่จะศึกษาบทเรียนจากสถานการณ์ที่เคยเกิดขึ้นในประเทศอาร์เจนตินา คำพูดของ Evita Peron ข้างล่างควรจะเป็นคำเตือนสำหรับสิ่งที่เราไม่ควรจะทำตามไม่เช่นนั้นเราอาจจะมีเพลงชาติใหม่ที่เขียนขึ้นในทำนอง Don’t cry for me Argentina.เมื่อคนรวยนึกถึงคนจน เขาก็จะมีความคิดที่อับจนเช่นกัน” Evita Peron, 1919-1952
ผู้อ่านสามารถส่งคำถามเกี่ยวกับการเงินส่วนบุคคลให้ผมได้ที่ [email protected]







