
ถึงสุดซอยก็มีทางออก
หลายคนกำลังอึดอัด มองไม่เห็นทางออกของบ้านเมือง
โดย...ณ กาฬ เลาหะวิไลย
หลายคนกำลังอึดอัด มองไม่เห็นทางออกของบ้านเมือง
ความจริงถ้าตั้งหลักให้ดีและย้อนกลับไปดูในอดีต ยามบ้านเมืองคับขันก็จะมีทางออกอย่างที่คิดไม่ถึงกันให้เห็นหลายครั้งหลายคราว
อย่างปี 2535 ที่เกิดเหตุพฤษภาทมิฬ ปราบปรามประชาชนอย่างรุนแรงที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ถนนราชดำเนิน และกำลังลามไปทั่วกรุงเทพฯ โดยเฉพาะการที่จะบุกไปปราบปรามประชาชน นักศึกษา ที่มหาวิทยาลัยรามคำแหง
ครั้งนั้นความกังวลแผ่ปกคลุมไปทั่ว ว่าสถานการณ์จะลุกลามบานปลาย
แต่สุดท้ายทุกอย่างคลี่คลายลง ภายหลังการเข้าเฝ้า ของ พล.อ.สุจินดา คราประยูร นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น กับ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง แกนนำประชาชนที่ออกมาเคลื่อนไหว
เหตุการณ์ความรุนแรงยุติลงโดยสิ้นเชิง สร้างความประหลาดใจไปทั่วโลก เป็นอะเมซิ่งไทยแลนด์ที่ฝรั่งต่างชาติงุนงง เพราะถ้าเกิดเหตุทำนองนี้ในบ้านเมืองอื่นคงบานปลายกลายเป็นสงครามกลางเมืองที่ยากยุติ
หลังจาก พล.อ.สุจินดา ลาออก แม้การปะทะการปราบปรามประชาชนจะยุติลง แต่ทว่าปัญหาการเมืองก็ยังไม่คลี่คลาย
สาเหตุเนื่องจากพรรคการเมืองในขณะนั้นที่เคยสนับสนุน พล.อ.สุจินดา ก็กลับมา ผลักดัน พล.อ.อ.สมบุญ ระหงษ์ หัวหน้าพรรคชาติไทย ขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรีแทน ทำให้เกิดการคัดค้าน เนื่องจากมีการมองว่า พล.อ.อ.สมบุญ มีสายสัมพันธ์กับกลุ่มทหารที่กระทำรัฐประหาร ทั้งหมดจึงกลายเป็นทางตันของบ้านเมืองขึ้นมาอีก
แต่สุดท้าย อาทิตย์ อุไรรัตน์ ประธานสภาในขณะนั้น กลับเปลี่ยนรายชื่อทูลเกล้าฯ ให้ อานันท์ ปันยารชุน เป็นนายกรัฐมนตรีแทน ท่ามกลางความตกตะลึงไปทั่ว โดยเฉพาะมีการเตรียมการรับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ของ พล.อ.อ.สมบุญ ขนาดแต่งชุดขาวไว้รอท่า จนกลายเป็นรอเก้อ
นี่แหละก็เป็นทางออกแบบไทยๆ ที่เคยปรากฏ
อย่างไรก็ตาม ในอดีตก็เคยมีทางออกจากทางตันในอีกรูปแบบ แต่ต้องเกิดปัญหาความรุนแรง เกิดการปะทะกัน อาทิ กรณี 14 ต.ค. 2516
เหตุการณ์ทั้งหมดจึงเป็นการแสดงให้เห็นว่า เมื่อถึงสุดซอยเหมือนจะเจอทางตัน แต่ทว่าก็จะมีทางออกอยู่เสมอ
เพียงแต่ว่าจะดำเนินการอย่างสันติ พลิกความคาดหมาย หรือจะต้องมีปัญหาความรุนแรงเกิดขึ้นเสียก่อน
ช่วยกันอธิษฐาน ภาวนาเอาไว้
ขอให้ทางออกที่จะเกิดขึ้น ให้หลีกเลี่ยง หลุดพ้นความรุนแรง
และนำพาประเทศชาติพ้นวงจรอุบาทว์ทางการเมืองโดยพลัน







