posttoday
Sell in May and go away

Sell in May and go away

15 พฤษภาคม 2557

โดย...สุกิจ อุดมศิริกุล กรรมการผู้จัดการสายงานวิจัยหลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย)

โดย...สุกิจ อุดมศิริกุล กรรมการผู้จัดการสายงานวิจัยหลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย)

สวัสดีครับทุกท่าน ผมเชื่อเหลือเกินว่า นักลงทุนทุกท่านกำลังใจจดใจจ่ออยู่กับคำว่า Sell in May and go away ว่าจะเกิดหรือไม่ในปีนี้ หลังจากที่เดือน พ.ค.ผ่านไปแล้วประมาณ 2 สัปดาห์ แต่ก็ยังคงไม่เห็นว่าตลาดหุ้นทั่วโลกจะลดลงอย่างรุนแรง อย่างมากก็เพียงแค่ปรับฐาน ส่วน ตลาดหุ้นไทยนั้นการลดลงในช่วงนี้ผมไม่ถือว่าเป็นเรื่อง Sell in May and go away แต่เป็นเรื่องปัจจัยการเมืองเป็นหลัก

คำถาม คือ ปีนี้จะเกิดเหตุการณ์ Sell in May and go away หรือไม่ ความเห็นส่วนตัวผม คิดว่า มีโอกาสครับ สังเกตได้จาก ทิศทางของตลาดหุ้นทั่วโลกที่เริ่มปรับตัวขึ้นได้น้อยลงนับตั้งแต่ต้นปี 57 ในขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯยังคงอยู่ในระดับต่ำ (ราคาพันธบัตรเพิ่มขึ้น)  ถึงแม้ว่าเฟดจะลดวงเงิน QE  ลงเหลือ 4.5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐฯแล้วก็ตาม ภาพดังกล่าว สะท้อนว่า 1) ตลาดการเงินยังคงมีสภาพคล่องส่วนเกินมากเพียงพอที่จะซื้อได้ทั้งหุ้นและพันธบัตร  2) นักลงทุนยังคงไม่มั่นใจว่าเศรษฐกิจโลกจะฟื้นตัวได้มากนัก หลังจากราคาหุ้นในปัจจุบันไม่ได้ถูกเหมือนกับต้นปี 2556 แล้ว เนื่องจาก ตัวเลขเศรษฐกิจในไตรมาสที่ 1/57 ต่ำกว่าคาด รวมถึง ยังคงไม่มีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่น่าตื่นเต้นเหมือนกับช่วงที่เฟดออกมาตรการ QE จนถึงวันนี้ ธนาคารกลางยุโรป (ECB) ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ได้แต่สร้างความหวังว่าจะออกมาตรการกระตุ้นแต่ในที่สุดแล้วก็ยังคงไม่มีมาตรการใดๆออกมาเลยทั้งที่เวลาผ่านไปเกือบ 5 เดือนแล้ว   

เริ่มต้นที่ตลาดหุ้นสหรัฐฯ เห็นได้ชัดว่าหุ้นเทคโนโลยียังคงไม่สามารถฟื้นตัวกลับไปที่จุดเดิมก่อนที่จะลดลงได้ สังเกตได้จากดัชนี NASDAQ  ในขณะที่หุ้นกลุ่มอื่นๆก็เคลื่อนไหวในลักษณะแกว่งตัวไปมา สังเกตได้จากดัชนี S&P 500 ทั้งนี้ การเคลื่อนไหวของตลาดหุ้นสหรัฐฯส่วนใหญ่ยังคงเป็นไปตามการประกาศตัวเลขเศรษฐกิจและผลการดำเนินงานไตรมาสที่ 1/57  ซึ่งมีทั้งที่ดีและไม่ดีสลับกันไป ทำให้ตลาดหุ้นสหรัฐฯในช่วงนี้ถึงเคลื่อนไหวแบบแกว่งตัว สิ่งที่ดีในช่วงนี้ คือ ความกังวลว่าเฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในระยะสั้นๆนี้ลดลงไป หลังจากประธานเฟดย้ำหลายครั้งว่ายังคงจำเป็นต้องดำเนินนโยบายผ่อนคลาย (แต่การกระทำจริงกลับลดวงเงิน QE ตลอดทุกครั้งการประชุม)  ดังนั้น หากตัวเลขเศรษฐกิจที่ประกาศออกมาในช่วงเดือน พ.ค.ไม่ดีขึ้นตามคาดก็มีโอกาสที่จะทำให้นักลงทุนถอดใจและขายหุ้นออกมารอดูสถานการณ์อีกที ทั้งนี้ ยังคงต้องติดตามราคาหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีอย่างใกล้ชิดว่าจะลดลงต่ออีกหรือไม่

ตลาดหุ้นยุโรปถือว่าเป็นตลาดหุ้นที่แข็งแกร่งที่สุดในบรรดาตลาดหุ้นพัฒนาแล้ว แต่ในช่วงเดือนนี้ถือว่ามีความเสี่ยงที่อาจกระทบตลาดให้ปรับตัวลดลงได้เช่นกัน เรื่องสำคัญ คือ การคว่ำบาตรรัสเซีย ซึ่งคาดว่าจะกลับมีผลเสียต่อเศรษฐกิจยุโรป โดยเฉพาะ เยอรมนี เนื่องจากในแต่ละปี รัสเซียมีมูลค่าการค้ากับยุโรป ประมาณ 5 แสนล้านเหรียญสหรัฐฯ ผลกระทบดังกล่าวเริ่มเห็นบ้างแล้วในภาคธุรกิจที่แท้จริง ทั้งนี้ หากพิจารณาจากราคาหุ้นในตลาดยุโรปแล้ว ผมเชื่อว่า ราคาหุ้นยังไม่สะท้อนปัจจัยลบดังกล่าว ดังนั้น ผมจึงแนะนำให้นักลงทุนติดตาม ตลาดหุ้นเยอรมนีอย่างใกล้ชิดซึ่งจะเป็นข้อมูลสำคัญที่จะช่วงส่งสัญญาณว่าภาพรวมของตลาดหุ้นยุโรปจะลดลงอย่างที่ผมคาดการณ์ไว้หรือไม่

ตลาดหุ้นญี่ปุ่น และ ตลาดหุ้นจีน ผมคิดว่า ทั้ง 2 ตลาดนี้คงไม่น่าห่วงมากนักเรื่อง Sell in May and go away เนื่องจากเป็นตลาดหุ้นที่อยู่ในกลุ่มที่ Underform อยู่แล้ว หากจะได้รับผลกระทบบ้างก็คงเป็นทางอ้อมและไม่น่าจะมาก ผมเป็นห่วงตลาดหุ้นสหรัฐฯและยุโรปมากกว่า     

ตลาดหุ้นกลุ่ม TIP ก็ถือว่าน่าเป็นห่วง เพราะเป็นตลาดฯที่ให้ผลตอบแทนดีที่สุดในโลกในขณะนี้ โดย ตลาดหุ้นไทยถึงแม้จะลดลงแล้วแต่ก็ยังคงมีผลตอบแทนเป็นบวกประมาณ 6% ดีกว่าตลาดหุ้นญี่ปุ่น และสหรัฐฯ ไม่ต้องพูดถึงตลาดหุ้นอินโดนีเซีย และ ฟิลิปปินส์ที่เพิ่มขึ้นประมาณ 16% ส่งผลให้ค่า PER ของอินโดนีเซียเพิ่มขึ้นไปมากกว่า 15 เท่า ส่วนฟิลิปปินส์ มากกว่า 19 เท่าแล้ว ถือว่าเป็นระดับที่ใกล้สูงสุดก่อนปรับตัวลดลงในช่วงเดือน พ.ค.56

ด้านเงินทุนต่างชาติ  (Fund flow) จากข้อมูลของ EPFR พบว่า สัปดาห์ที่ผ่านมาเงินทุนไหลออกจากตลาดหุ้นแต่ไหลเข้าตลาดพันธบัตร โดยเงินทุนไหลออกจากสหรัฐฯ (สัปดาห์แรกตั้งแต่เดือน ก.พ.) ญี่ปุ่น และ ตลาดหุ้นเกิดใหม่ (สัปดาห์แรกหลังเงินทุนไหลเข้า 5 สัปดาห์ โดยเฉพาะ จีน และไหลออกครั้งแรกจากตลาดหุ้นกลุ่ม TIP) ส่วน ตลาดยุโรป ถึงแม้ว่า ภาพรวมยังคงมีเงินทุนไหลเข้า แต่นักลงทุนรายย่อยมีมูลค่าขายมากที่สุดนับตั้งแต่ พ.ย. ทั้งนี้ รายย่อยเน้นซื้อในตลาดกรีซ (6 สัปดาห์ติดต่อกัน) สเปน (17 สัปดาห์ ติดต่อกัน) และ อิตาลี ( 19สัปดาห์ ติดต่อกัน) แรงขายของนักลงทุนรายย่อยเป็นสัปดาห์แรกหลังจากซื้อติดตามกันมากกว่า 4 เดือน สำหรับผมถือว่ามีนัยสำคัญในเชิงลบ เพราะ ไม่ว่าจะเป็น ตลาดหุ้นกรีซ สเปน หรือ อิตาลี ถือว่าเป็นหุ้นประเภท Turnaround เนื่องจากเศรษฐกิจยังคงไม่แข็งแกร่งมากนัก ทำให้แรงซื้อส่วนใหญ่น่าจะเป็นจากรายย่อยเป็นหลัก ส่วนนักลงทุนสถาบันคงเน้นซื้อในตลาดหุ้นที่มีพื้นฐานดี เช่น อังกฤษและเยอรมนี

หากจะกล่าวโดยสรุป คือ ตลาดหุ้นทั่วโลกในช่วงนี้ โดยเฉพาะตลาดหุ้นที่มีผลตอบแทนเป็นบวก อยู่ในช่วงที่ขาดปัจจัยหนุนแรงๆที่จะทำให้ราคาหุ้นเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง แต่มีปัจจัยเสี่ยงในเรื่องรัสเซีย รวมถึง ราคาหุ้นที่เริ่มแพงขึ้นเข้ามากระทบ จึงทำให้ในช่วงนี้ตลาดฯอยู่ในลักษณะ ผลตอบแทนจำกัด แต่ความเสี่ยงเปิดกว้าง ทั้งนี้ แนะนำให้ติดตามในช่วงปลายสัปดาห์นี้เป็นต้นไปเพราะเป็นช่วงที่มีการประกาศผลการดำเนินงานหมดแล้วซึ่งถือว่าเป็นอีกช่วงหนึ่งที่มีโอกาสที่จะเกิดแรงขายครับ

สวัสดีครับ

ข่าวล่าสุด

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ