
ขยะล้นเมืองแล้ว
มีโอกาสเข้าฟังเวทีเสวนา “วิกฤตขยะล้นเมือง” ที่ชมรมนักข่าวสิ่งแวดล้อม จัดขึ้นเมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา
โดย...สันทัด กรณี
มีโอกาสเข้าฟังเวทีเสวนา “วิกฤตขยะล้นเมือง” ที่ชมรมนักข่าวสิ่งแวดล้อม จัดขึ้นเมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา
ผู้ที่เข้าร่วม ไม่ว่าภาครัฐ เอ็นจีโอ และสื่อมวลชน เห็นตรงกันว่า “ขยะ” เป็นวิกฤตของประเทศไปแล้ว
ข้อมูลจากอธิบดีกรมควบคุมมลพิษ หรือ คพ.คุณวิเชียร จุ่งรุ่งเรือง บอกว่า ทุกวันนี้ทั่วประเทศมีบ่อขยะร่วม 2,500 แห่ง แต่ที่ถูกต้องกำจัดอย่างถูกวิธีมีอยู่เพียง 446 แห่ง
อีกกว่า 2,000 แห่ง มีสภาพไม่ต่างไปจากบ่อขยะย่านแพรกษา สมุทรปราการ ที่พร้อมจะกลายเป็น “ระเบิดเวลา” อานุภาพทำลายล้างสูงเข้าถล่มเมืองทุกเมือง
...ถ้าไม่แก้ตั้งแต่ต้นทาง ขยะจะยกระดับขึ้นเป็นปัญหาระดับชาติ...ที่ต้องปฏิรูป (อันนี้ กปปส.ของท่านกำนันไม่ควรมองข้าม)
เมื่อเป็นเช่นนี้ อธิบดี คพ. รับปากว่าจะยกร่างและผลักดันให้มีการบังคับใช้กฎหมายใหม่อีก 3 ฉบับ
1.มาตรการทางภาษีแก่ผู้สร้างขยะ
2.บังคับให้ผู้ผลิตขยะอิเล็กทรอนิกส์เรียกคืนซากหลังหมดอายุการใช้งานเพื่อนำไปกำจัด
3.บังคับให้ทุกครัวเรือนต้องคัดแยกขยะ
แม้รายละเอียดจะยังเห็นชัดนัก แต่ก็ถือว่าเป็นเรื่องดี และควรให้กำลังใจสนับสนุน
โดยเฉพาะกฎหมายฉบับที่ 1 และ 2 มีโมเดลให้ศึกษาทั่วโลก นานาประเทศบังคับใช้มานานโขแล้ว ไม่ต้องคิดใหม่ทำใหม่
ส่วนการจะบังคับให้ทุกครัวเรือนคัดแยกขยะ(ทุกวันนี้บางบ้านยังแอบเอาขยะบ้านตัวเองไปทิ้งบ้านคนอื่น)
ประเด็นอยู่ที่ (ถ้า) สำนึกครัวเรือนสามารถแยกขยะเป็นกองๆ ไว้ทุกบ้าน รถขยะคันสีเขียวสีเหลืองขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทั้งหลายพร้อมจะปรับตัวมารองรับการคัดแยกขยะด้วยหรือไม่
...อันนี้ยังไม่มีใครกล้ารับปาก เพราะการรณรงค์การคัดแยกขยะในบ้านเรายังอยู่ในวงแคบๆ...ไม่อินเทรนด์ว่างั้น
คนในวงเสวนาเล่าว่า คนญี่ปุ่นจะยอมไม่ทิ้งถุงพลาสติกใส่แกงเด็ดขาด ถ้ายังไม่นำมาล้างและตากจนแห้ง เพราะถุงพลาสติกแห้งสามารถนำไปเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลได้ทันที แต่ถุงเปื้อนแกงถือว่าเป็นทั้งขยะพลาสติกและขยะเปียก ซึ่งวิธีการจัดการแตกต่างกันออกไป
นี่ต้องยอมรับคนไทยไม่เคยรู้เรื่องเหล่านี้ ทุกบ้านยังพร้อมใจกันทิ้งขยะทุกชนิดลงถังบ้าง ใส่ถุงดำบ้าง รวมกัน โดยหารู้ไม่ว่าขยะทุกชิ้นที่ออกจากบ้านตัวเองจะไปก่อปัญหาเป็นลูกโซ่
แต่ว่าก็ว่า การคัดแยกขยะเป็นเพียงปลายเหตุต้นทางที่แท้จริงอยู่ที่จะทำอย่างไรให้ปริมาณขยะลดลงต่างหาก
องคาพยพทั้งวงจรที่ทำให้เกิดขยะต้องช่วยกันจริงจัง ไม่ใช่ลูบหน้าปะจมูก ปล่อยไว้ต่อไป...ขยะ(สังคม)จะส่งกลิ่นไม่พึงประสงค์ไปเรื่อยๆ







