posttoday
สัปดาห์ที่แล้วดัชนีปรับขึ้นสูงสุดในรอบปี57แนะกลยุทธ์เลือกซื้อหุ้น

สัปดาห์ที่แล้วดัชนีปรับขึ้นสูงสุดในรอบปี57แนะกลยุทธ์เลือกซื้อหุ้น

21 เมษายน 2557

โดย...สุกิจ อุดมศิริกุล กรรมการผู้จัดการสายงานวิจัยหลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย)

โดย...สุกิจ อุดมศิริกุล กรรมการผู้จัดการสายงานวิจัยหลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย)

สวัสดีครับทุกท่าน สัปดาห์นี้ผมจะมาวิเคราะห์ว่าตลาดหุ้นไทยจะสามารถปรับตัวขึ้นไปได้ถึงแค่ไหน หลังจาก ดัชนีสามารถปรับตัวขึ้นทำจุดสูงสุดใหม่ของปี 2557 ในวันศุกร์ที่ 18 เม.ย.ที่ระดับ 1409 จุด ส่งผลให้ ดัชนี สามารถปรับตัวขึ้นเหนือระดับ 1400 จุดสำเร็จหลังจากพยายามมาหลายครั้ง ทั้งนี้ การเพิ่มขึ้นของตลาดฯถือว่าเหนือความคาดหมายของนักลงทุนหลายๆท่านซึ่งคาดว่าเดือน เม.ย.น่าจะเป็นเดือนที่ตลาดฯมีโอกาสปรับตัวลดลงจากปัจจัยการเมือง

สำหรับความเห็นผมนั้น ผมคิดว่า การปรับตัวขึ้นของตลาดฯในช่วงนี้เป็นเพราะ

1) ปัจจัยการเมืองยังคงไม่มีแรงกดดันเพียงพอ เนื่องจาก ประเด็นส่วนใหญ่ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง ปปช.และศาลรัฐธรรมนูญยังคงไม่มีข้อสรุป หรือ กล่าวได้ว่า มีข้อสรุปช้ากว่าที่คาดการณ์ไว้ในเดือน มี.ค. ด้วยสถานการณ์ที่ปลอดข่าวร้ายทางการเมืองในขณะที่นักลงทุนเริ่มชินกับปัจจัยการเมืองไปแล้วจึงส่งผลให้นักลงทุนสถาบันกลับเข้ามาซื้อหุ้น ส่วนนักลงทุนทั่วไปถึงแม้จะเป็นผู้ขายสุทธิ แต่ก็เป็นการขายแบบไม่ได้ตื่นตะหนก (Panic sell) จึงไม่กดดันตลาดฯ อย่างไรก็ตาม  เริ่มมีความชัดเจนว่า คดีทุจริตโครงการรับจำนำข้าวน่าจะมีข้อสรุปในเดือน พ.ค.ดังนั้น ปัจจัยกดดันทางการเมืองจึงเหมือนเป็นเพียงการเลื่อนระยะเวลาจากเดือน เม.ย. เป็น พ.ค. แทน ทั้งนี้ ถือว่าน่าเป็นห่วง เพราะ เดือน พ.ค.มักเป็นเดือนที่ไม่ถูกกับตลาดหุ้นทั่วโลก เพราะมักจะเกิดแรงขายเพื่อปรับพอร์ตการลงทุนครั้งสำคัญประจำปี ที่เรียกว่า Sell in May and go away 

2) ผลการดำเนินงานกลุ่มธนาคารพาณิชย์ซึ่งถือว่าเป็นตัวแทนของเศรษฐกิจไทยประกาศออกมาแล้ว พบว่า ส่วนใหญ่มีกำไรสุทธิใกล้เคียงกับที่นักวิเคราะห์และนักลงทุนคาดการณ์ โดยภาพที่ดี สินเชื่อสามารถเติบโตได้ 7-8% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งถือว่าสวนทางกับตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ(จีดีพี)  ในไตรมาสที่ 1/2557 ที่คาดว่าจะลดลงจนถึงขั้นไม่เติบโต นอกจากนี้ ธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่ สามารถทำกำไรได้เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่วน ธนาคารพาณิชย์ที่เน้นการปล่อยสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ยังคงมีกำไรที่ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งเป็นภาพที่สะท้อนว่า การชะลอตัวของเศรษฐกิจกระทบต่อภาคธุรกิจไม่เท่ากัน โดยธุรกิจรถยนต์นั้นถือว่าได้รับผลกระทบต่อเนื่องจากโครงการรถคันแรกในปี 2556 ทำให้การชะลอตัวรุนแรงกว่าภาพรวม ผลประกอบการที่ถือว่าดีของธนาคารพาณิชย์ส่งผลให้เกิดความหวังต่อธุรกิจออื่นๆที่พึ่งพาการบริโภคในประเทศ เช่น อสังหาริมทรัพย์ วัสดกุ่อสร้าง และ ค้าปลีก เป็นต้น

รวมถึงทำให้มีความหวังว่าการปรับลดประมาณการณ์ผลการดำเนินงานปี 2557 ที่ดำเนินมาตั้งแต่ปลายปี 2557 จะยุติลงในไม่ช้า อย่างไรก็ตาม ภาพรวมของผลการดำเนินงานของบจ.จะชัดเจนมากขึ้นในเดือน พ.ค. ซึ่งยังคงถือว่าเป็นปัจจัยหลักที่นักลงทุนต้องติดตามอย่างใกล้ชิด อย่างไรก็ตาม ดัชนีราคาหุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์ ได้ปรับตัวเพิ่มขึ้นมาแล้ว  15.4%  มากกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดฯที่ 8.5% ถือว่าไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยครั้งนัก ซึ่งเชื่อว่ามีส่วนสำคัญจากแรงซื้อของนักลงทุนต่างชาติ ดังนั้น ทาง MBKET จึงแนะนำให้ใช้โอกาสนี้ในการขายทำกำไร โดยเน้นหุ้นที่มีราคาเพิ่มขึ้นโดดเด่นนับตั้งแต่ต้นปีถึงวันที่ 18 เม.ย. ได้แก่ KKP +24% BAY +23.7% KBANK +20.5% 

3) เงินทุนต่างชาติยังคงไหลเข้ามาซื้อ ส่งผลให้มูคค่าขายสุทธิเหลือ 1.1 หมื่นล้านบาท จากที่เคยสูงสุดประมาณ 3.5 หมื่นล้านบาท แต่ผมอยากจะย้ำว่าสาเหตุของเงินทุนไหลเข้าเป็นอิทธิพลของเงินทุนต่างชาติที่ไหลเข้ามาในตลาดหุ้นแถบอาเซียน ส่งผลให้ตลาดหุ้นไทยปรับตัวขึ้นไปในทิศทางเดียวกันกับตลาดหุ้นอินโดนีเซีย และ ฟิลิปปินส์ ปีนี้เพิ่มขึ้น 13-14% มากกว่าตลาดหุ้นไทยที่เพิ่มขึ้น 8.5% ทำให้เกิดสิ่งที่ต้องระวัง คือ มูลค่าหุ้นของไทย อินโดนีเซีย และ ฟิลิปปินส์ เริ่มไม่ถูกแล้ว โดยค่าสัดส่วนราคาต่อกำไร( PER )สำหรับปี2557 อยู่ที่ 13.3 เท่า 15.5 เท่า และ 18.5 เท่า ตามลำดับ สูงกว่าค่าเฉลี่ยของเอเชียยกเว้นญี่ปุ่นที่ 12.50 เท่า  

สำหรับแนวโน้มในสัปดาห์นี้ ผมคิดว่าด้วยราคาหุ้นที่เริ่มไม่ถูกจะทำให้เกิดแรงขายทำกำไรระยะสั้นเป็นระยะๆ โดย ดัชนีมีโอกาสไปได้สูงสุดไม่เกิน 1440 จุด ซึ่งถือว่าเป็นระดับที่สูงมากแล้ว เนื่องจากเป็นระดับเหมาะสมในไตรมาสที่ 2/2557 ที่ผมประเมินไว้ (ใช้สมมติฐาน PER ที่ 13.7 เท่า บนกำไรสุทธิปี 57)  ดังนั้น ในระหว่างทางที่ตลาดฯยังคงมี Momentum เชิงบวก นักลงทุนระยะสั้นอาจสามารถซื้อเก็งกำไรในหุ้นที่คาดว่าจะมีผลการดีแต่ราคาหุ้นยังไม่สะท้อน  เช่น SCC TASCO  BCP  และ SPCG เป็นต้น  

นอกจากภาพรวมของตลาดหุ้นแล้ว สัปดาห์นี้ ผมมีมุมมองเกี่ยวกับเรื่องหุ้นกลุ่มรับเหมาก่อสร้างมาฝากด้วย เพราะ ถือว่าเห็นหุ้นการเมือง แต่ผลปรากฏว่า ราคาหุ้นของกลุ่มนี้กลับปรับตัวสวนทางขึ้นมาอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ทั้งนี้ ผมเองมีความเห็นว่า หุ้นกลุ่มรับเหมาก่อสร้างในปัจจุบันมีปัจจัยพื้นฐานที่ดีกว่าเมื่อ 10 ปีที่แล้ว เนื่องจากมีมูลค่างานในมือที่สามารถสร้างรายได้และกำไรได้ในอีก 2 ปี ผมย้ำว่าเป็นงานที่มีกำไรด้วยน่ะครับ เพราะ อดีตหุ้นกลุ่มนี้มีแต่รายได้แต่ไม่ค่อยมีกำไร ดังนั้น จะเห็นได้ว่า ราคาหุ้นอย่าง CK และ STEC จึงปรับตัวขึ้นมาค่อนข้างมากในปีนี้  CK +27%  และ STEC +52% สำหรับ Theme การลงทุนของหุ้นกลุ่มนี้ถือว่ากลับมาน่าสนใจในเดือน พ.ค.ที่กำลังจะมาถึงนี้ โดยมีประเด็นสำคัญ คือ การเปิดประมูล โครงการสนามบินสุวรรณภูมิเฟส 2 มูลค่า 6.2 หมื่นล้านบาท คาดจะเปิดขายซองเดือน พ.ค. นี้  กำหนดยื่นซองประมูลประมาณเดือน ก.ค. 2557  และ คาดจะทราบผลในเดือน ส.ค.-ก.ย. 2557  จากนั้น จะเริ่มก่อสร้างทันทีในไตรมาส 4 ปี 2557 นี้  สนามบินสุวรรณภูมิยังมีแผนที่จะก่อสร้างเฟส 3-5 ตามมาอีก  จะช่วยเพิ่มงานในมือบริษัทรับเหมา  เราคาด ITD จะเป็นตัวเต็งที่จะได้งานส่วนใหญ่  จากการเปิดประมูลในขั้นแรกพร้อมกัน 4 สัญญามูลค่า 4.8 หมื่นล้านบาท  ส่งผลให้ MBKET เพิ่มเกรด ITD เป็น ซื้อ (เป้าหมาย 4.8 บาท)

ทั้งนี้ สาเหตุที่คาดว่า ITD  เป็นตัวเต็งที่จะได้งานส่วนใหญ่ เนื่องจาก  ถึงแม้ บริษัทรับเหมารายใหญ่ในตลาด คือ CK, ITD และ STEC มีแผนการที่จะเข้าร่วมประมูลทั้ง 3 ราย แต่ เราประเมิน ITD เป็นตัวเต็งที่จะได้งานส่วนใหญ่ เนื่องจากมีประสบการณ์ในการก่อสร้างสนามบินสุวรรณภูมิเฟสแรก  ส่วน STEC ดูจะเสียเปรียบในแง่การก่อสร้างสนามบินภูเก็ตส่วนต่อขยายมีความล่าช้า 20% หรือ 200 วัน  โดย ราคาหุ้น ITD นับจากจุดต่ำช่วงต้นปีปรับขึ้นเพียง 8% น้อยกว่า CK  และ STEC

สวัสดีครับ

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท