
ผมพอแล้ว
แหม่ ฟังสุ้มเสียงของคณะรัฐบุคคลออกมาแนะนำให้ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ เป็นรัฏฐาธิปัตย์แล้ว ผมนึกว่าอยู่ในยุค 30 ปีที่แล้ว
โดย...บ๊งเบ๊ง
แหม่ ฟังสุ้มเสียงของคณะรัฐบุคคลออกมาแนะนำให้ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ เป็นรัฏฐาธิปัตย์แล้ว ผมนึกว่าอยู่ในยุค 30 ปีที่แล้ว
ฮ่าฮ่า เพราะทั้ง พล.อ.สายหยุด เกิดผล อดีตผู้บัญชาการทหารสูงสุด กับ อ.ปราโมทย์ นาครทรรพ นั้นอายุอานามรวมกันเกือบ 200 ปีแล้ว ถ้ารวมอายุป๋าเปรมที่ปีนี้ที่ปาเข้าไป 95 ปีด้วย ก็รวมแล้ว 300 ปี อายุมากกว่ากรุงรัตนโกสินทร์เสียอีก
หากคนพวกนี้มีอำนาจตัดสินใจแทนจริงๆ ก็จะเป็นภาพสะท้อนของสังคมผู้สูงอายุ ที่ประเทศไทยกำลังจะเผชิญหน้าในเร็วๆ นี้ หุหุ
ว่าก็ว่าเถอะครับ ผมว่าป๋ารู้ซึ้งถึงการเป็นคนกลางมากที่สุดแล้ว เพราะตั้งแต่ปี 2523-2531 ท่านไม่เคยลงเลือกตั้ง แต่พรรคไหนชนะก็ให้ป๋าเป็นนายกฯ คนกลางกันหมด
คนไทยก็ชอบนะครับ เพราะป๋าท่านสวมชุดไทย พูดน้อย แต่พาวเวอร์สูงส่ง การเมืองก็นิ่ง เศรษฐกิจก็เยี่ยม เพราะเทคโนแครตที่อยู่รอบป๋านั้น ฝีมือดีทุกคน
แต่ทางเดินของป๋าก็ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ ช่วงปลายยุคป๋า นักวิชาการกว่า 99 คนก็ตะขิดตะขวงใจ บอกว่าป๋าอยู่นานเกินไปแล้ว ถึงขั้นถวายฎีกาฯ มีเนื้อหาตัดพ้อว่าป๋าเอาแต่ใช้กองทัพมาสนับสนุนตัวเอง
ดูรายชื่อแล้วก็คุ้นนะครับ เพราะมีทั้ง อ.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง, อ.ธีรภัทร์ เสรีรังสรรค์, อ.เสรี วงษ์มณฑา อ้าวคนรอบตัว อ.ปราโมทย์ ทั้งนั้นเลย อิอิ
แต่ก็ตำหนิป๋าท่านไม่ได้นะครับ เพราะพอมีเสียงค่อนขอดท่านมากๆ เข้า ท่านก็เอาตำแหน่งให้ พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ ด้วยประโยคสุดคลาสสิกว่า “ผมพอแล้ว” และน้าชาติก็ยกตำแหน่งรัฐบุรุษให้ท่าน จนทำให้คณะรัฐบุคคลยกป๋าให้เป็นรัฏฐาธิปัตย์แทนลุงกำนัน
ไม่รู้ทำไมปี 2557 แล้วหลายคนอยากลากป๋ากลับเข้าสู่การเมืองอีก ทั้งที่ท่าน “พอแล้ว” ตั้งแต่ 26 ปีก่อน
ถ้าท่านว่าพอแล้ว ก็พอเถอะครับ ลากป๋าเข้าไปเกี่ยว เดี๋ยวอะไรที่ยุ่งอยู่แล้วก็จะยุ่งไปอีกนะเออ
ผมนึกขึ้นได้อีกเรื่อง หากสังเกตดีๆ การเมืองไทยจะถึงจุดเปลี่ยนผ่านทุก 40 ปี
หากหมุดประชาธิปไตยหมุดแรกอยู่ที่ปี 2475 ซึ่งเกิดการเปลี่ยนแปลงการปกครอง หมุดที่สองอยู่ที่เหตุการณ์ 14 ต.ค. 2516 หมุดที่สาม ก็น่าจะอยู่ราวๆ ปี 2556 เพียงแต่ยังไม่เห็นหน้าค่าตาว่าผลลัพธ์จะออกมาเป็นอย่างไร
แต่ต้องไม่ลืมนะครับ ไม่ว่าจะหมุดแรกหรือหมุดที่สอง จุดเปลี่ยนสำคัญก็คือการเอาอำนาจเต็มให้ประชาชน ไม่ใช่เอาอำนาจออกห่างประชาชนไปให้กับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง
หลักการของประชาธิปไตยในมุมมองนักรัฐศาสตร์อาจมีหลายอย่าง แต่ถ้ารู้จักพอและรู้จักเกลี่ยอำนาจให้ออกห่างศูนย์กลาง แล้วให้อำนาจประชาชนเต็มที่ ก็น่าจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีแล้วครับ







