น่าเป็นห่วง

วันที่ 13 มี.ค. 2557 เวลา 09:10 น.
โดย...มะกะโรนี

น่าสงสัยว่า มีที่ไหน บ้านไหนเมืองไหนบ้าง ที่มองว่าการโกงควรจะเป็นเรื่องหยวนๆ กันได้ หากประชาชนได้ประโยชน์อยู่บ้าง และแม้จะคิดเช่นนั้น ประเทศดังกล่าวยังพัฒนาประเทศให้เจริญรุดหน้าอย่างรวดเร็ว

แน่นอนที่สุด ในทางตรงกันข้ามประเทศที่มีรัฐบาลโกงแล้วบริหารประเทศไปไม่รอดนั้นมีตัวอย่างที่มีให้เห็นได้จากทุกมุมโลก และเห็นชัดว่าสภาพบ้านเมืองต่างมีอาการที่อยู่ในระดับโคม่า ทันทีที่รัฐบาลของพวกเขา ประกาศไม่ยอมรับการตรวจสอบถ่วงดุลเรื่องนี้ทั้งทางตรงและทางอ้อม

กรณีดังกล่าวในบ้านเราก็อยู่ในข่ายที่น่าเป็นห่วง แม้จะมีการรณรงค์เรื่องนี้มาอย่างต่อเนื่อง อัดแคมเปญโฆษณาให้เห็นเด่นชัดหน้า ขึ้นคัตเอาต์ขนาดใหญ่รณรงค์ปราบทุจริตที่มีนายกเป็นพรีเซนเตอร์หน้า ป.ป.ช.ก็ไม่ระคายผิดหรือช่วยให้ข้ามพ้นปรากฏการณ์ เห็นดีเห็นงาม ยอมรับ ยอมจำนน ว่า การเมืองกับการทุจริตคอร์รัปชั่นเป็นของคู่กันไปได้ หนำซ้ำ ประชาชนจำนวนไม่น้อย มองว่านี่เป็นเรื่องที่แตะต้องไม่ได้ หากเสียงส่วนใหญ่ เห็นดีเห็นงาม

อาการดังกล่าวระบาดไปยังทุกหมู่เหล่า เป็นไปไม่ได้แต่ก็เป็นไปแล้ว เมื่อที่ผ่านมาพฤติกรรมการลงมติของสมาชิกรัฐสภา มีการทุจริตในการลงคะแนนด้วยเสียบบัตรแทนสมาชิกรัฐสภาในการลงมติ ซึ่งผิดต่อข้อบังคับรัฐสภาและละเมิดรัฐธรรมนูญกลับมีอาจารย์ในมหาวิทยาลัยให้ท้ายว่า “เสียบบัตรแทนกันแค่ไม่กี่ใบ ไม่มีผลต่อการลงคะแนน”

อาจารย์บางคนออกมาบอกว่า คลิปโฆษณาขององค์กรต่อต้านคอร์รัปชั่นแคมเปญ “อย่าให้คนโกงมีที่ยืนในสังคม” เป็นยาแรงเกินไป โดยไม่ได้ชี้ทางออกที่ดีกว่าในการแก้ปัญหาและที่เกิดขึ้นหมาดๆ ก็คือ กรณีการเข้ารื้อป้ายข้อความต่อต้านรัฐบาลโกงประชาชน ต่อต้านการใช้ความรุนแรงต่อที่โรงพยาบาลพร้อมใจกันติดตั้งไว้ในโรงพยาบาล

การต่อต้านการทุจริตกลายเป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้ เพราะทิฐิและผลประโยชน์ทางการเมือง สำคัญกว่าจริยธรรมไปเสียแล้ว

กรณีนี้ยิ่งน่าเป็นห่วงขึ้นไปอีก เมื่อที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย ออกมาระบุถึง ผลโพลสำรวจเรื่องทัศนคตินิสิตนักศึกษาต่อการทุจริตคอร์รัปชั่นที่ได้จากการสำรวจนิสิตนักศึกษา 5,654 คน จาก 23 มหาวิทยาลัย โดยพบว่ามีนิสิตนักศึกษามากกว่า 16% เคยทุจริตการสอบ 6% คิดว่าการทุจริตการสอบผิดเล็กน้อย หรือผิดไม่ร้ายแรง 30% เคยช่วยเพื่อนทุจริตในการสอบ 23% คิดว่าการช่วยเพื่อนทุจริตในการสอบ ผิดเล็กน้อยหรือไม่ร้ายแรง และเมื่อพบเห็นเพื่อนทุจริตนิสิตนักศึกษา 55% เตือนเพื่อน 7% แจ้งครูอาจารย์ แต่ยังมีนิสิตนักศึกษา 30% ที่ทำไม่รู้ไม่เห็น

สำรวจตัวเลขแล้วต้องร้อง อั้ยย่ะ! เพราะอนาคตของชาติจำนวนเกินกว่าครึ่ง หรือ 55% กำลังเพิกเฉยต่อการทุจริต มองว่าการกระทำดังกล่าวเป็นเพียงความผิดจิ๊บจ๊อยและน่ากังวลยิ่งขึ้นไปอีก เมื่อพานคิดไปว่าอาการเพิกเฉยนี้จะถูกต่อยอดเป็นอะไรหรือไม่ในอนาคต หากวันนี้พวกเขาไม่มีต้นแบบหรือหลักยึดที่ดีให้ตระหนักในเรื่องนี้