
วัวสันหลังหวะ
ใครถูกเปรียบเปรยเป็นวัวสันหลังหวะ หรือใครจะเปรียบเป็นอีกาจิกกินบาดแผลบนหลังวัว แล้วแต่จะตีความ
โดย...ธรรมสถิตย์ ผลแก้ว
ใครถูกเปรียบเปรยเป็นวัวสันหลังหวะ หรือใครจะเปรียบเป็นอีกาจิกกินบาดแผลบนหลังวัว แล้วแต่จะตีความ
แต่ที่แน่ๆ การอุปมาอุปไมยของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ซึ่งให้สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 7 ม.ค.ที่ผ่านมา ถึงความเป็นไปได้ในการปฏิวัติรัฐประหารที่ยังไม่อาจอธิบายได้ในเวลานี้ แต่เบื้องต้นออกมาเตือนสติแต่ละฝ่ายไว้ก่อนว่าใครใช้ความรุนแรงต้องรับผิดชอบ โดยเฉพาะรัฐบาลซึ่งคุมกลไกอำนาจรัฐย่อมไม่อาจปฏิเสธความรับผิดชอบไปได้
ยิ่งประโยคตอนท้ายที่ดูเหมือนกระแสสื่อมองข้ามไปแต่มีนัยสำคัญอย่างยิ่ง เมื่อ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า “การประชุม กอ.รมน.ที่ผ่านมาได้พูดคุยกับคุณธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ให้ติดตามคดี เพราะตอนนี้มีคดีมากขึ้น ความผิดเหมือนเดิม อธิบดีก็คนเดียวกัน ซึ่งถ้าจะเคลียร์ปีนี้เคลียร์ 53 ให้ผมด้วย เคลียร์ให้จบทั้งสองอัน ถ้าไม่อย่างนั้นก็ไม่เลิกกันสักที”
เป็นการส่งสัญญาณจาก ผบ.ทบ.ไปถึงอธิบดีดีเอสไออย่างตรงไปมา ทำนองคาใจเหตุการณ์กระชับพื้นที่คนเสื้อแดงเผาเมืองเมื่อปี 2553 จนมีเจ้าหน้าที่ทหารเสียชีวิต ขณะเดียวกันมีการกล่าวหาพาดพิงทหารมีส่วนในการทำให้คนเสื้อแดงเสียชีวิต โดยแต่ละคดีไม่มีความคืบหน้า
ขณะที่อธิบดีดีเอสไอคนเดียวกันนี้ ขยันขันแข็งทำคดีเกี่ยวพันนักการเมืองฝ่ายตรงข้ามรัฐบาล รวมถึงเร่งออกหมายจับ 33 แกนนำ กปปส. ข้อหากบฏ ซึ่งหากทหารเข้าไปร่วมปฏิบัติการกับผู้ชุมนุมรอบนี้ย่อมอาจเกิดเหตุซ้ำรอยเหมือนปี 2553 เจ้าหน้าที่ทหารจะตกเป็นจำเลยอีกหรือไม่
ทุบโต๊ะได้เลย บทบาทหน้าที่อธิบดีดีเอสไอ จึงเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้กองทัพไม่ปรารถนาที่จะร่วมกับรัฐบาลในการเข้าไปคลี่คลายเหตุการณ์ความรุนแรง ตราบใดที่ดีเอสไอ ยังทำงานคลุมเครืออยู่เช่นนี้







