posttoday
มุมมองการลงทุนในปี 2014

มุมมองการลงทุนในปี 2014

19 ธันวาคม 2556

โดย...คมศร ประกอบผล นักกลยุทธ์การลงทุนอาวุโส ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิสโก้(TISCO ESU)

โดย...คมศร ประกอบผล นักกลยุทธ์การลงทุนอาวุโส ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิสโก้(TISCO ESU)

ในปี 2013 ที่กำลังจะผ่านไป ตลาดหุ้นโดยเฉพาะในประเทศพัฒนาแล้ว (DM equities) ปรับตัวขึ้นอย่างโดดเด่น ในขณะที่ตลาดหุ้นในกลุ่มเศรษฐกิจเกิดใหม่ (EM equities) ได้รับผลกระทบจากเงินทุนไหลออกจากความกังวลต่อการชะลอ QE ในช่วงครึ่งหลังของปี ส่วนการลงทุนในตลาดตราสารหนี้ยังถูกกดดันจากแนวโน้มการปรับตัวในลักษณะชันขึ้นของ Yield Curve (Bearish Steepening) ราคาทองคำปรับตัวลดลงมากที่สุดเป็นอันดับ 2 ในประวัติศาสตร์ ในขณะที่ราคาน้ำมันทรงตัว โดยมองข้ามไปในปี 2014 เราคาดการณ์แนวโน้มทางเศรษฐกิจและทิศทางการลงทุนที่สำคัญ ดังนี้

เศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในประเทศพัฒนาแล้ว เช่น ในญี่ปุ่น ซึ่งได้รับแรงส่งจากนโยบาย Abenomics ที่ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจที่ซบเซามานานผ่านนโยบายการเงินและการคลังขนาดใหญ่ ด้านเศรษฐกิจสหรัฐก็มีแนวโน้มเติบโตแข็งแกร่งขึ้นอย่างต่อเนื่องตามการฟื้นตัวของการจ้างงานและตลาดอสังหาริมทรัพย์ ส่วนในยุโรปความเสี่ยงทางการคลังที่ลดลงจากความคืบหน้าในการแก้ปัญหาหนี้ของประเทศกลุ่ม PIIGS และกลไกความช่วยเหลือจาก ECB ช่วยสร้างความมั่นใจต่อภาคเอกชน และฉุดให้เศรษฐกิจยุโรปหลุดพ้นจากภาวะเศรษฐกิจถดถอยได้ในปีนี้

ราคาสินค้าโภคภัณฑ์มีแนวโน้มทรงตัว การฟื้นตัวของเศรษฐกิจในรอบนี้เป็นการฟื้นตัวที่นำโดยเศรษฐกิจในประเทศพัฒนาแล้ว ซึ่งมีสัดส่วนหลักเป็นภาคบริการ ดังนั้น การขยายตัวของเศรษฐกิจในช่วงนี้ จึงส่งผลบวกที่จำกัดต่ออุปสงค์ในตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ ซึ่งต่างกับในช่วงปี 2009-2010 ที่การฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกนั้นนำโดยจีนและเอเชีย และทำให้ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว

เงินเฟ้อยังทรงตัวอยู่ในระดับต่ำ เราคาดว่าเงินเฟ้อจะอยู่ในระดับต่ำต่อเนื่องจากปีนี้ไปถึงปี 2014 เนื่องจาก 1) ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่มีแนวโน้มทรงตัว เช่น น้ำมันที่ได้รับแรงกดดันจากอุปทานในสหรัฐยังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และสินค้าเกษตรที่ราคาปรับตัวลดลงต่อเนื่องตลอดปีที่ผ่านมา และ 2) กำลังการผลิตส่วนเกินของโลกยังอยู่ในระดับสูง จึงทำให้กิจการสามารถเพิ่มปริมาณการผลิตเพื่อตอบสนองอุปสงค์ที่ฟื้นตัวขึ้นได้โดยไม่มีต้นทุนเพิ่มมากนัก

ทิศทางการดำเนินนโยบายของธนาคารกลางยังคงเป็นไปในแนวทางที่ผ่อนคลาย ด้วยมุมมองของเราที่เชื่อว่าเงินเฟ้อจะยังทรงตัวอยู่ในระดับต่ำ ทำให้เราเชื่อว่าธนาคารกลางในประเทศหลักๆ ทั่วโลกจะยังคงดอกเบี้ยนโยบายให้อยู่ในระดับต่ำต่อไป เพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจและลดอัตราการว่างงาน ซึ่งยังคงเป็นปัญหาหลักของเศรษฐกิจในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว

ปัจจัยเสี่ยงเชิงโครงสร้าง (Systematic Risks) ของเศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มคลี่คลายลง ในช่วงปีที่ผ่านมาพัฒนาการทางเศรษฐกิจและการเมืองได้ช่วยลดความเสี่ยงเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจโลกในหลายด้าน เช่น 1) ความคืบหน้าของการแก้ไขปัญหาหนี้สาธารณะในยุโรป 2) การอนุมัติร่างงบประมาณของสหรัฐ ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงด้านการคลังและการผิดนัดชำระหนี้ของรัฐบาลสหรัฐ รวมถึงป้องกันการเกิดวิกฤตการหยุดทำการชั่วคราวของรัฐบาลในปีหน้าอีกด้วย 3) การประกาศมาตรการปฏิรูปเศรษฐกิจจีน ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดสรรทรัพยากรและลดความเสี่ยงด้านฟองสบู่จากการลงทุนอันไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ของรัฐบาลท้องถิ่น และ 4) การบรรลุข้อตกลงเบื้องต้นระหว่างอิหร่านและประเทศตะวันตก ซึ่งช่วยลดความขัดแย้งทางการเมืองในภูมิภาคตะวันออกกลาง เป็นต้น

ปัจจัยที่ต้องจับตามองในปี 2014

1.การชะลอมาตรการ QE ของสหรัฐ อาจสร้างความกังวลต่อตลาดหุ้นในระยะสั้น แต่ในระยะยาวเราเชื่อว่าหลังจากที่ Fed มีความชัดเจนในการชะลอและยกเลิก QE ในที่สุดทิศทางการเคลื่อนไหวของตลาดหุ้นทั่วโลกจะถูกขับเคลื่อนด้วยการเคลื่อนย้ายเงินทุนจากตลาดตราสารหนี้มาลงทุนในหุ้น (Great Rotation) เพื่อลดผลขาดทุนในส่วนของตราสารหนี้จากการปรับตัวขึ้นของ Yield นอกจากนั้น การเริ่มถอนมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของ Fed ยังช่วยสร้างความมั่นใจต่อตลาดว่าเศรษฐกิจสหรัฐนั้นแข็งแกร่งเพียงพอ จนมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจแบบพิเศษนั้นไม่มีความจำเป็นอีกต่อไป

2.ความคืบหน้าในการแก้ไขปัญหาในภาคธนาคารของยุโรป แม้ในปีที่ผ่านมาปัญหาหนี้ภาครัฐในยุโรปจะบรรเทาลงไปอย่างมาก แต่การแก้ไขปัญหาในภาคธนาคารนั้นยังคงไม่มีความคืบหน้ามากนัก เพื่อเป็นการแก้ไขปัญหาดังกล่าว ธนาคารกลางยุโรป (ECB) ได้จัดให้มีการวิเคราะห์คุณภาพสินทรัพย์ (Asset Quality Review) และการทดสอบภาวะวิกฤต (Stress Test) ของธนาคารในยุโรป โดยผลการทดสอบจะถูกประกาศในช่วงเดือน พ.ย. 2014 เราเชื่อหลายธนาคารใหญ่ โดยเฉพาะในอิตาลีและสเปน อาจไม่ผ่านการทดสอบและทำให้ต้องมีการเพิ่มทุน ซึ่งอาจส่งผลให้ตลาดหุ้นทั่วโลกมีความผันผวนมากขึ้นในช่วงดังกล่าว

3.ความคืบหน้าในการปฏิรูปเศรษฐกิจจีน ในการประชุมสมัชชาผู้แทนพรรคคอมมิวนิสต์จีน ซึ่งจัดขึ้นในเดือน พ.ย.ที่ผ่านมา ทางการจีนได้แถลงนโยบายปฏิรูปเศรษฐกิจในแผนพัฒนา 10 ปีของประเทศ ซึ่งเป็นนโยบายที่ก้าวหน้าและเพิ่มเสถียรภาพในการเติบโตของเศรษฐกิจจีนในระยะยาว ซึ่งหากการบังคับใช้มาตรการดังกล่าวมีความคืบหน้าในทางปฏิบัติ ก็จะช่วยเพิ่มแนวโน้มการเติบโตของเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะเศรษฐกิจเอเชีย ซึ่งมีความเกี่ยวข้องกับจีนอย่างมาก

4.การฟื้นตัวของการส่งออกจากประเทศในเอเชีย การบริโภคในประเทศของกลุ่มประเทศในเอเชียเริ่มมีทิศทางชะลอตัวลงในปีนี้ หลังจากเติบโตต่อเนื่องมาเป็นเวลาหลายปี เนื่องจากระดับหนี้ครัวเรือนที่เพิ่มสูงขึ้น และแนวโน้มการไหลออกของเงินทุนในช่วงที่ตลาดมีความกังวลต่อการชะลอ QE ซึ่งส่งผลให้ค่าเงินสกุลเอเชียอ่อนค่าลง และอัตราดอกเบี้ยกู้ยืมมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น นับจากนี้การขยายตัวของเศรษฐกิจเอเชียจะขึ้นอยู่กับการฟื้นตัวของการส่งออกเป็นหลัก เราเชื่อว่าการขยายตัวของการส่งออกจะเป็นปัจจัยสำคัญในการกำหนดทิศทางของตลาดหุ้นเอเชียในช่วงปีหน้า

ข่าวล่าสุด

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ