posttoday
คอร์รัปชั่น เสถียรภาพการเมืองและเครดิตเรตติ้ง

คอร์รัปชั่น เสถียรภาพการเมืองและเครดิตเรตติ้ง

16 ธันวาคม 2556

โดย...ดร.สมชัย อมรธรรม ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายวิจัย บลจ.กรุงไทย /[email protected]

โดย...ดร.สมชัย อมรธรรม ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายวิจัย บลจ.กรุงไทย /[email protected]

เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา องค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ (Transparency International) ได้ออกรายงานการจัดอันดับดัชนีวัดภาพลักษณ์คอร์รัปชั่น (Corruption Perception Index, CPI) ประจำปี 2556 ปรากฏว่าประเทศไทยได้ 35 คะแนน จากคะแนนเต็ม 100 อยู่อันดับที่ 102 จากการประเมินทั้งหมด 177 ประเทศ โดยคะแนนแย่ลง 2 คะแนน แต่อันดับลดลงถึง 14 อันดับ ทำให้ความกังวลต่ออันดับความน่าเชื่อถือของประเทศที่ “BBB+” (หรือเทียบเท่า) และแนวโน้ม “Stable” ว่าจะถูกปรับลงหรือไม่ ซึ่งอาจกระทบต่อต้นทุนการเงินให้เพิ่มขึ้น

ปกติแล้วการประเมินอันดับความน่าเชื่อถือของสถาบันต่างๆ จะมีการวิเคราะห์ทั้งในเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ ในส่วนของการวิเคราะห์ในเชิงปริมาณก็จะดูตัวเลขอย่างเช่น หนี้สาธารณะว่ามีมากน้อยแค่ไหน หรือดุลการคลังยังขาดดุลอยู่หรือไม่และมากแค่ไหน ซึ่งก็มีประเด็นสนับสนุนที่ต้องนำมาใช้ในการวิเคราะห์ด้วย เช่น อัตราการเติบโตของเศรษฐกิจ ศักยภาพการเติบโตในอนาคต อัตราการว่างงาน ดุลบัญชีเดินสะพัด เหล่านี้เป็นต้น นอกจากนี้ยังต้องวิเคราะห์ถึงหนี้ต่างๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคตด้วย ความมั่นคงของธนาคารในประเทศที่อาจกลายเป็นภาระของรัฐบาลในอนาคตก็เป็นประเด็นหนึ่ง หรือแม้แต่นโยบายที่อาจก่อหนี้ให้มากขึ้นในอนาคตว่าจะเกินความสามารถในการชำระคืนหรือไม่ ก็ถูกนำเข้ามาพิจารณาด้วย

ส่วนการวิเคราะห์ในเชิงคุณภาพนั้นเป็นส่วนที่วิเคราะห์ได้ยากกว่า จึงอาจจะนิยมใช้ดัชนีชี้วัดต่างๆ ขึ้นมาประกอบการวิเคราะห์ด้วย ไม่ว่าจะเป็นดัชนีคุณภาพประชากรของธนาคารโลก หรือดัชนีวัดภาพลักษณ์คอร์รัปชั่นที่กล่าวข้างต้น ดังนั้น การที่ประเทศไทยมีทั้งคะแนนและอันดับที่ลดลงนี้ ย่อมไม่ส่งผลดีต่ออันดับความน่าเชื่อถือแน่นอน

ดัชนีชี้วัดอีกตัวหนึ่งที่มักจะเห็นสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือกล่าวถึงในบทวิเคราะห์ความน่าเชื่อถือของประเทศต่างๆ อยู่บ่อยครั้ง จะเป็น World Governance Indicator ของธนาคารโลก ซึ่งมีเนื้อหาครอบคลุมกว้างกว่า CPI ข้างต้น โดยดัชนีดังกล่าวแบ่งออกเป็น 6 ด้านด้วยกัน ได้แก่ 1.การมีส่วนร่วมและเสรีภาพในการแสดงออก 2.เสถียรภาพการเมือง 3.ประสิทธิภาพรัฐบาล 4.คุณภาพกฎระเบียบ 5.การปฏิบัติตามกฎระเบียบ 6.การควบคุมคอร์รัปชั่น

โดยคะแนนนี้จะเป็นระบบ Standard Z-Score คือประเทศที่ได้คะแนนเท่ากับค่าเฉลี่ยจะได้คะแนนเท่ากับศูนย์ และคะแนนจะดีกว่าหรือแย่กว่าศูนย์เพียงใดจะขึ้นอยู่กับค่า|ความเบี่ยงเบนมาตรการ (Standard Deviation) ในหมวดนั้นๆ โดยรวมแล้ว คะแนนในปี 2555 ชี้ให้เห็นว่าในบางหมวดประเทศไทยก็ได้ดีกว่าค่าเฉลี่ย บางหมวดอาจจะแย่กว่าค่าเฉลี่ยแต่ก็อาจจะมีแนวโน้มดีขึ้น (แต่ก็ไม่แน่ใจว่าตัวเลขใหม่ที่จะออกมาจะเป็นอย่างไรเมื่อ ดัชนี CPI ที่กล่าวข้างต้นนั้นลดลงไปค่อนข้างมาก) แต่ที่ดูเหมือนแย่ที่สุดของไทย คือ ด้านเสถียรภาพการเมืองและการปราศจากความรุนแรง (Political Stability and Absense of Violence) ที่ได้คะแนนประมาณ -1.2 หมายถึง มีความน่าจะเป็นเพียง 11.2% ที่จะมีประเทศอื่นได้คะแนนด้านนี้น้อยกว่าเรา ซึ่งก็สะท้อนภาพความไม่สงบทางการเมืองที่เกิดขึ้นในช่วงหลายปีที่ผ่านมา และจากเหตุการณ์ล่าสุดก็อาจทำให้ดัชนีในด้านนี้ปรับลดลงได้อีก

ทั้งนี้ เราเชื่อว่าสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือคงจะพิจารณาปัจจัยเชิงคุณภาพเหล่านี้ด้วย ซึ่งนั่นหมายถึงความเสี่ยงในการถูกปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือของไทย แต่ครั้นว่าจะให้ปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือของไทยลงด้วยเหตุว่าดัชนีในเชิงคุณภาพเหล่านี้แย่ลงนี้ ก็อาจจะดูรุนแรงเกินไป แม้ว่าฐานะการคลังในช่วงที่ผ่านมาก็อ่อนแอลงกว่าเดิม เป็นผลจากทั้งนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจและนโยบายประชานิยมต่างๆ โดยเฉพาะจากโครงการรับจำนำข้าวที่สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือออกมาวิพากษ์วิจารณ์แล้วเหมือนกัน แต่สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP ไทยที่ 45% ยังไม่ได้สูงน่ากลัวแต่อย่างใด อีกทั้งเศรษฐกิจไทยยังคงมีพื้นฐานแข็งแกร่งและน่าจะเติบโตดีในอนาคต ธนาคารพาณิชย์ในประเทศมีความมั่นคง ก็น่าจะเป็นปัจจัยที่ช่วยสนับสนุนอันดับความน่าเชื่อในระดับปัจจุบันได้อยู่ แต่อาจเป็นไปได้ที่สถาบันฯ ปรับแนวโน้มจาก “เสถียรภาพ” ให้เป็น “เชิงลบ” เพื่อส่งสัญญาณเตือนออกมาดังๆ

ทั้งนี้ ก็คิดในเชิงกลับกันเหมือนกันว่า ถ้าหากการเมืองมีเสถียรภาพกว่านี้ ไม่ว่าจะด้วยวิธีการเลือกตั้ง การปฏิรูป การยอมรับซึ่งกันและกัน การร่วมกันมุ่งเน้นผลประโยชน์ของชาติอย่างแท้จริง หรือใดๆ ก็ตามที่เป็นไปตามระบอบประชาธิปไตย อันดับความน่าเชื่อของประเทศจะเป็นอย่างไร? ต้องบอกว่าได้รับการปรับขึ้นอย่างแน่นอนครับ

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท