
กระสุนจริง
สถานการณ์ความรุนแรงปรากฏเค้าลางมากขึ้น เมื่อมีการใช้กระสุนจริงยิงใส่ผู้ชุมนุม
โดย...ณ กาฬ เลาหะวิไลย
สถานการณ์ความรุนแรงปรากฏเค้าลางมากขึ้น เมื่อมีการใช้กระสุนจริงยิงใส่ผู้ชุมนุม
รศ.นพ.ธันย์ สุภัทรพันธุ์ รองคณบดีคณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล แถลงงานการรักษาผู้บาดเจ็บจากเหตุปะทะกันของผู้ชุมนุมและเจ้าหน้าที่ตำรวจเมื่อวานนี้ว่ามีผู้ถูกยิง 3 ราย
ทั้ง 3 ราย ถูกยิงด้วยกระสุนจริงที่หน้าอก 1 ราย ถูกยิงด้วยกระสุนจริงที่ขาขวา 1 ราย ส่วนอีก 1 ราย เป็นกระสุนยาง ถูกยิงที่หน้าท้อง
รายที่ถูกยิงด้วยกระสุนจริงที่หน้าอก มีอาการหนัก อยู่ระหว่างการกำลังผ่าตัดเอากระสุนออก โดยนำตัวมาจากบริเวณสะพานชมัยมรุเชฐ ส่วนรายถูกยิงที่ขาขวา ได้รับตัวมาจากบริเวณวัดเบญจมบพิตร กระดูกแตกละเอียด
พล.อ.ต.นพ.วิชาญ เปี้ยวนิ่ม หัวหน้าสาขาวิชานิติเวชศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี กล่าวว่า จากการพิสูจน์ลักษณะบาดแผลและฟิล์มเอกซเรย์ รายที่ถูกยิงที่หน้าอกและขาขวา เป็นกระสุนขนาด 9 มม. เป็นลูกโดด ชนิดพกพาทั่วไป
กระสุนจริงถูกนำเข้ามาใช้อย่างจงใจเรียบร้อยแล้ว...!!!
ยิ่งเฉพาะไปประมวลกับเหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นหน้ามหาวิทยาลัยรามคำแหง เมื่อคืนวันที่ 30 พ.ย. อาจเห็นเรื่องที่น่าสะเทือนใจมากยิ่งขึ้น
วุฒิศักดิ์ ลาภเจริญทรัพย์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยรามคำแหง เป็นผู้แถลงอีกเช่นกันว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ส่งผลให้มีนักศึกษาเสียชีวิตทั้งสิ้น 3 ราย และบาดเจ็บกว่า 60 คน
ความรุนแรงทั้งหมด ต้องมีการวางแผนและประสานงานกันเป็นอย่างดี เพราะมีคนร้ายในชุดดำใช้สไนเปอร์ยิงนักศึกษาต่อหน้าต่อตาที่วิ่งหนีเอาตัวรอด บริเวณหน้าตึกสำนักงานอธิการบดี ด้วยความโหดร้ายทารุณ
ระหว่างเหตุการณ์ วุฒิศักดิ์พยายามติดต่อกับเจ้าหน้าที่ตำรวจทั้งคืน แต่ตำรวจบอกว่าเข้ามาไม่ได้ ทั้งที่แม่ค้าขายของยังเดินเข้ามาได้ และกลุ่มผู้ชุมนุมที่ราชมังคลาฯ ก็ยังออกไปได้ แต่กลับไม่มาช่วยนักศึกษา
วุฒิศักดิ์ เป็นคณะกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ (ก.ต.ช.) ในฐานะผู้ทรงคุณวุฒิ แต่ก็ยังทำอะไรไม่ได้ ทำให้อยู่ระหว่างการพิจารณาจะลาออกจากการเป็น ก.ต.ช.
ที่สำคัญ หลังเกิดเหตุตำรวจออกมาแถลงว่าเป็นผู้ติดต่อให้ทหารเข้ามาช่วยเหลือนักศึกษา ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริงวุฒิศักดิ์ได้รับการติดต่อจากหน้าห้องของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) จากนั้นทหารเดินมาถึงประมาณ 13.00 น. และได้ช่วยเคลื่อนย้ายนักศึกษาออกจากมหาวิทยาลัยจนสำเร็จ โดยตำรวจไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง
นี่แหละความจริงที่เกิดขึ้น
ตำรวจจะเหลือเกียรติยศอยู่ที่ไหนอีกเล่า...????







